ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

ว่าด้วยความตาย (จริง ๆ) ครั้งที่ ๕


วันจันทร์

วันจันทร์สำหรับข้าพเจ้าก็ไม่ได้หดหู่กว่าวันอื่น

เพราะวันอาทิตย์ก็หาได้หยุดพักผ่อนไม่

การทำงานทุกวันก็ดีอย่างหนึ่ง

คือไม่ต้องวิตกไปว่า วันไหนหยุด วันไหนไม่หยุด

จะได้ไม่ต้องมีอุปาทานไปว่า นี้วันหยุดควรพักผ่อน นี้วันทำงานควรทำงาน

งานควรทำทุกวัน

เพราะการทำงานคือการปฏิบัติธรรม

คำว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรมนี้มีผู้เห็นวิปลาสไปมาก

แท้จริงการทำงานที่ว่า คือการทำงานของจิต

การยังจิตให้เป็นไปเพื่อความหมดกิเลส จึงจะเรียกได้ว่า

เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นปรมัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์สูงสุด


วันนี้ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้ามืด ประมาณ ตีสาม

ไม่ได้ตื่นเช้ามืดมานาน

การได้ตื่นเช้าทำให้รู้สึกสดชื่น

ความจริงพระสุปฏิปันโนทั้งหลายท่านก็ตื่นกันประมาณนี้

และในพุทธกิจ

เวลานี้คือเวลาตรวจดูสัตว์โลกของพระพุทธเจ้า

ตอนเช้าจึงเสด็จออกบิณฑบาตร โปรดสัตว์ที่ทรงสำรวจไว้

ตอนบ่ายแสดงโอวาทแก่ประชาชน

ตอนเย็นมืดค่ำ แสดงโอวาทแก่ภิกษุ

เที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา

นี้พุทธกิจของพระพุทธเจ้า

เรียกว่า พุทธกิจ ๕

เรียกว่าเป็นตารางปฏิบัติหน้าที่ประจำวันของพระพุทธเจ้าก็ว่าได้



พูดถึงความตายกันอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ห้า

ที่ต้องพูดถึงเพราะมันต้องตาย

มันตายกันตลอดเวลา

มันตายกันเสมอ ๆ

ไม่ว่าจะเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้

มันตายกันเสมอ ๆ

ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ตายแล้วตายอีก ซ้ำ ๆ ซาก ๆ

จนมีคำกล่าวว่า ชั่วหนึ่งลัดนิ้วมือ จิตเกิดดับหนึ่งแสนโกฏิขนัด

ความเกิดดับของจิตเป็นที่สังเกตได้เข้าใจได้


จิตเกิดดับสังเกตได้ คิดแล้วดับไป จำได้แล้วก็ลืม รู้สึกแล้วไม่รู้สึก สุขทุกข์ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ความจริงที่ว่ากันว่า จิต เป็นการละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า จิตที่ประกอบด้วยเจตสิก

ไม่ได้หมายถึงจิตเดิมแท้ผู้ประภัสสร


จิตเกิดดับสังเกตเห็น แล้ว รูป เกิดดับสังเกตเห็นได้อย่างไร

ข้อนี้เป็นความพิสดารของปัญญาญาณ

วิทยาศาสตร์กว่าจะรับรู้ได้ว่ารูปเกิดดับต้องศึกษากันแทบเป็นบ้า

แต่เรื่องรูปเกิดดับนี้พระพุทธเจ้าทรงค้นพบตั้งแต่ตรัสรู้

คือในภาวะที่ร่างกายเราอยู่เป็นปกตินี้แหละ ส่วนประกอบเล็ก ๆ ในร่างกาย หรือที่เรียกว่า เซลล์นั้น

เกิดดับอยู่ตลอดเวลา เซลล์เก่าตายไป เซลล์ใหม่เกิดขึ้น สังเกตได้จาก ขี้ไคล

ถ้าจะสังเกตแบบนานหน่อยก็คือ สังเกตว่า คนเรานี้เกิดมา โตขึ้น แก่ลงไป

อันนี้ล้วนเกิดจากการเกิดดับของรูปทั้งสิ้น

หลวงปู่มั่นท่านว่าที่เราสังเกตไม่เห็นความเกิดดับของรูปเพราะมี รูปสันตติ

คือรูปที่ต่อเนื่องกันไปบังเสีย

จุดนี้เป็นความอัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา หลวงปู่มั่นท่านก็ไม่ได้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์

ไม่ได้เรียนเรื่องการแบ่งตัวของเซลล์ ท่านรู้ได้อย่างไร

ญาณ คือ ความรู้อันยิ่งนั้น เป็นคำตอบ

ดังนั้นการปฏิบัติธรรมเมื่อมีการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ให้แจ้งก็จะบรรลุธรรม


ในทางการศาสนานั้นเราเรียนรู้เรื่อง รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง ไปเพื่อความปล่อยวาง

ไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น

ไปเพื่อนิพพาน

แต่ในทางโลก เราเรียนเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อบำรุงขันธ์ทั้งหลายเหล่านี้

จึงจะเห็นได้ว่า มีสารฉีดบำรุงความงามให้เต่งตึง มีการกระทำบำรุงความสุข มีเครื่องดื่มเพิ่มพลังสมองให้ความจำเป็นเลิศ มีเครื่องมือพัฒนาการปรุงแต่ง มีสิ่งช่วยในการรับรู้ ต่าง ๆ ทั้งหลาย แม้กระทั่งแสวงหายาอายุวัฒนะ

เพื่อชะลอ เพื่อดึง เพื่อฉุดไม่ให้ขันธ์ทั้งห้าเสื่อม เพื่อไม่ให้ตายไป

เพราะคนเรากลัวตาย โดยหาได้พิจารณาไม่ว่าที่มันต้องตายน่ะเพราะมันเสือกเกิด

คนตายกันที ญาติตายกันที หมาตายกันที ก็ร้องไห้เสียใจ

ความจริงมันควรร้องไห้เสียใจตั้งแต่ตอนที่มันเกิดมา

เพราะความเกิดมันก็เอาความแก่มาด้วยเอาความตายมาด้วย

ความตายมันห้อยคออยู่ตั้งแต่เกิด


วิทยาศาสตร์เป็นไปเพื่อความเกิดศาสนาเป็นไปเพื่อความไม่เกิด

วิทยาศาสตร์เป็นไปเพื่อความปรุงศาสนาเป็นไปเพื่อความปล่อย

วิทยาศาสตร์กับศาสนาจึงเดินสวนทางเป็นเส้นขนานกันดังนี้

ความจริงเรื่องขันธ์ห้านี้เป็นเรื่องใหญ่ มีรายละเอียดมาก

และการตรัสรู้ธรรมทั้งหมด ก็อยู่ที่ขันธ์ห้านี้


ก็อย่างว่า ผู้รู้ย่อมไม่พูด ที่พูดอยู่นี้ก็มีแต่ไม่รู้ทั้งนั้น

ข้าพเจ้าผู้โง่งมก็เพ้อเจ้อไปตามความโง่งมของตน

ผิดถูกประการใดโปรดอภัย

เอวังแต่เท่านี้ก่อน


ธรรมาทิตย์อรุณ
๒๗ ๐๙ ๒๕๕๓


ไม่มีความคิดเห็น: