ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

ความซวยไม่เคยเข้าใครออกใคร

"ความซวยไม่เคยเข้าใครออกใคร"

ต้องเอาชื่อหัวข้อลงมาไว้ตรงนี้ด้วย

เพราะเดี๋ยวนี้มันพัฒนา โพสต์ที่บล็อก

จะไปโผล่ที่ Facebook ด้วย

โผล่แล้วใช่ว่ามันจะโผล่ดี ๆ นะ


หัวข้อขาด ๆ หาย ๆ

แต่ก่อน FB มันมีปัญหาเรื่องตัวหนังสือ

ที่โพสต์ข้อความยาวต่อกันมากไม่ได้

มันจะตัด

บางทีตัดสระ ตัดไม้เอกไม้โท ทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง

เดี๋ยวนี้มันดีหน่อย

โพสต์แล้วตรงตามต้นฉบับมากขึ้น

ไอ้ FB นี่มันมีแนวทางหลอกล่อคนหลายรูปแบบ

ให้คนเข้าไปหามัน เข้าไปเล่นมันทุกวัน

แถมยังให้ชวนเพื่อนมาเล่นอีกต่างหาก

ก็ว่ากันไป

ในโลกนี้ ใครหัวไว รู้จักเอากิเลสมนุษย์มาใช้ได้ก่อน

ก็รวย


วันนี้พูดถึงความซวย

ที่ต้องพูดเพราะชีวิตมันซวย

ความจริงชีวิตเรามันก็ต้องซวยอยู่เสมอ ๆ

แต่บางครั้งก็ซวยเล็ก ๆ น้อย ๆ จนไม่ทันสังเกต

หรือคิดไม่ถึงว่า นี่คือความซวย

บางครั้งก็เอา Positive Thinking มาหลอกตัวเองว่า

น่า ไม่ซวยหรอก ในวิกฤตมีโอกาส เดี๋ยวมันก็โชคดี อาไรเทือกนี้

จริง ๆ ชีวิตบางครั้งมันก็ซวยมาก

บางครั้งก็ซวยหลายเรื่องติดต่อกัน

บางครั้งซวยหลายเรื่องติดต่อกันในวันเดียวกัน

บางครั้งซวยหลายเรื่องติดต่อกันหลาย ๆ วัน

หรือบางครั้งก็ซวยเรื่องเดียวกันติดต่อกันหลาย ๆ วัน

อันนี้แล้วแต่ใครมันจะซวย

แล้วความซวยมันอยากจะมาเยี่ยมยามถามไถ่

ตบหัวลูบหลังเราอย่างเอ็นดูเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

ก็อย่างว่า ความซวยมันไม่เข้าใครออกใคร

แต่ถ้ามันเสือกมาเข้าเราแล้วไม่ออกไปจากเรานี่สิ

ต้องเรียกว่า

เฮงซวย

คือ เฮงในความซวย

มันน่าเฮงมั้ย

555



ความจริงวันนี้ไม่ได้มีโปรแกรมว่าจะเขียนเรื่องเฮงซวย

แต่บังเอิญมันเฮงซวย

ก็เลยต้องเขียน

มีหลายเรื่องที่ต้องเขียนซึ่งเรียงลำดับไว้แล้วดังนี้

คือ

เรื่องหมา

เรื่องกะหรี่ (ตอนที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เรื่องกะหรี่นี่เขียนมาเยอะมาก

เยอะจนเอาไปเขียนนิยายได้เป็นเล่ม ๆ เดี๋ยวเรื่องนี้เล่าทีหลัง)

ยังมีเรื่องคุณขอมาอีก คือ มีท่านนักอ่านอยากให้เขียนเกี่ยวกับหนังสือเปลี่ยนชีวิต

ถามเข้ามาถึงหนังสือเล่มไหนที่เปลี่ยนชีวิตข้าพเจ้าไปบ้าง

ก็ได้วิสัชชนาแล้วว่ามี ๒ เล่ม รายละเอียดก็จะเล่าในคราวต่อไป

ความจริงวันนี้จะเล่าเรื่องหมา

แต่บังเอิญมันมีเรื่องเฮงซวยเข้ามาแทรก

ก็ต้องเล่าเรื่องเฮงซวยก่อน

อันนี้เป็นธรรมเนียมของการนำเสนอข่าว

ข่าวไหนร้อนแรง มาแรง ต้องนำมาก่อน

ข่าวอื่นไว้ทีหลัง

อย่างสมัยก่อนยานอวกาศโคลัมโบของสหรัฐแตกเป็นเสี่ยง ๆ

ทำให้ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด

ข่าวเพิ่งเกิด แต่นิตยสารไทม์ เอามาขึ้นปกได้รวดเร็วมาก

เรียกว่ารวดเร็วกว่านิตยสารใด ๆ ในโลก

ซึ่งความจริงสัปดาห์นั้นเขาอาจจะมีเรื่องอื่นขึ้นปกอยู่แล้ว

แต่พอเรื่องนี้เกิดขึ้น

เป็นเรื่องใหญ่

ก็ต้องเอามาขึ้นก่อน

อันนี้เป็นความเก่งของสื่อ



ว่าด้วยเรื่องความซวยก่อน

คือความซวยที่ว่ามันน่าจะซวยทับถมกันมานานแล้ว

เมื่อเช้าตื่นสาย ๆ เพราะลาหยุด

จะไปจัดฟันที่มหิดล

ไอ้จะไปจัดฟันนี่มันจะไปหลายครั้งแล้ว

แคล้วคลาดมาหลายครั้ง

ครั้งแรกก็มัวแต่ไปดูสวนโมกข์กรุงเทพฯ เพื่อจัดงานดนตรีกวีในสวน อยู่

ทำให้ไปไม่ทัน


ก็เลื่อนมาเป็นครั้งนี้

แต่จนแล้วจนรอดก็แคล้วคลาดอีก

เรื่องมันมีอยู่ว่า

ตื่นขึ้นมาเสร็จ เอาข้าวให้หมา

ไอ้หมานี่มันก็มีความซวยอยู่อย่างหนึ่ง

คือได้กินข้าวตามแต่อารมณ์ของเจ้าของ

วันไหนเจ้าของตื่นเช้าก็ได้กินเร็ว

วันไหนตื่นสายก็ได้กินช้า

เป็นความบัดซบและโง่งมของการเกิดมาเป็นหมา

ที่ไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตของตนเองได้มากนัก

เอาข้าวให้หมาเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัว

แล้วก็ขับรถเข้ากรุงเทพฯ ไปจัดฟัน

ลงจากทางด่วนเลี้ยวเข้าพระรามสี่

ขึ้นสะพานลงสะพาน ขึ้นสะพานลงสะพานมาเรื่อย ๆ

กำลังจะเลี้ยวเข้า ถ.พญาไท

อยู่เลนขวาสุดนั่นแหละ

ยังเอิญอีรถคันหน้าเบียดเข้ามา

มันเบียดหนีรถเมล์มากินเลนเรา

เราด้วยความที่รถไปเร็วก็เบรก แต่มันกระชั้นชิดแล้ว

เพราะอยู่ ๆ มันมาเบียดเลนเรา

ก็เลยชนแม่งซะเลย (ความจริงไม่ได้ชนจริงจังแค่เบียด ๆ 555)

ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าชน คิดว่ามันเฉี่ยว ๆ นิดหน่อย

ก็เลยขับต่อมา

พอมาถึงแยกปทุมวัน อ้าว เจ้าของรถคันนั้นมันลงมาเคาะประตู

ก็ถามเป็นไรเหรอ

เพราะปกติ รถแค่เฉี่ยวนิด ๆ มันก็ซ่อมใครซ่อมมันก็หมดเรื่อง

ไม่ต้องยากความ

แต่ปัญหาของไอ้คันนั้น(ทราบทีหลัง)ก็คือ ประกันมันหมดแล้วยังไม่ได้ต่อ

นี่แหละคนจะซวย ความจริงมันควรจะซวยคนเดียว

แต่บังเอิญเรามีความที่จะต้องซวยไปกับมันด้วย

เรียกว่ามีเวรมีกรรมกับมันว่างั้นเหอะ

ก็เลยเป็นเหตุให้ไปเฉี่ยวมัน

ทีนี้มันก็มาหาว่าเราชนแล้วหนี

ทั้งที่ความจริงถ้าจะชนแล้วหนีจริงจ้างก็ตามข้าพเจ้าไม่ทัน


ก็เรียกประกันมาคุย ประกันก็ถาม ขับมายังไง

เราก็เล่าไป เขาก็เล่าไปตรงกัน

แต่เมียของคู่กรณีเขาไม่ยอม ก็โวยวาย

เราก็ปล่อยเขาโวยวายไป

เนี่ย บ้านพี่นะ สามีพี่ก็ทำงานคนเดียว เป็นข้าราชการจน ๆ ไม่มีเงินมาซื้อรถราคาแพงให้ลูกขับหรอก (ประชดกรู แต่เขาได้หารู้จักกรูจริง ๆ ไม่ นี่แหละคนเรา มันชอบตัดสินกันแต่ภายนอก 555)

เนี่ยถ้าชนคนจะเป็นยังไง ชนแล้วหนี (อ้าว! ลามปามใหญ่)

รถก็มีคันเดียวต้องเอามาส่งลูกเรียนหนังสือ คันเก่าก็ขายไปแล้วเพราะคิดว่าลูกมาเรียนหนังสือทางเดียวกันสองคนก็มาส่งทีเดียว...

อย่างนั้นอย่างนี้

แล้วน้องจะไปไหน อ๋อ ไปมหิดล เนี่ยพี่รู้จักกับคณบดีมหิดล

เป็นนักศึกษาอยู่ใช่มั้ย

อย่างนี้อย่างนั้น

และอีกสารพัด

ข้าพเจ้าก็ไม่ได้พูดอะไรมาก

เพราะขี้เกียจพูดอะไรมาก

อีกอย่างก็รีบจะไปจัดฟัน อยากให้เรื่องมันจบเร็ว ๆ

ประกันของเราก็มาเร็วมาก

ส่วนประกันเขาไม่มา (คิดว่า คงเป็นเพราะมันหมดไปแล้ว และยังไม่ได้ต่อก็เลยมีแต่พระพายชายพัดมาเท่านั้น 555)

ทีนี้ประกันมันก็ไม่ยอมจะให้เราผิด เพราะตามหลักการคือเขาผิด

ประกันกับคุณเจ๊นี่ก็เถียงกันคอดำคอแดง

เป็นอันว่า ตกลงกันไม่ได้ก็เลยต้องไปคุยที่โรงพัก

ส่วนข้าพเจ้านั้นไม่ได้อยากจะไปไหน อยากจะไปจัดฟันอย่างเดียว

ประกันเขาก็บอกว่า ไม่ได้น้อง ยอมไม่ได้ อย่ายอม

เราก็ไม่รู้จะทำยังไง

อีกอย่างก็เมตตากรุณาสัตว์โลก

เพราะถ้าฝ่ายเขาผิดเขาจะต้องเคลมประกันของเขาเอง(ซึ่งไม่มี)

ประกันเราไม่จ่ายให้เขา แต่ถ้าเราผิด ประกันเราจะจ่ายให้เขาด้วย

นี่แหละปัญหา

เขาก็จะยัดเยียดข้อหาหลบหนีความผิดและบอกว่าถ้าไม่ยอมก็ต้องฟ้องศาล

เลอะเทอะไปกันใหญ่

อีกประการหนึ่งคู่กรณีก็เป็นคนสอนหนังสือในโรงเรียนพวกเกี่ยวกับตำรวจ

(อันนี้ไม่รู้แน่ชัด แต่เขาบอกมาว่าอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นอะไร

สนใจแต่จะไปจัดฟันเท่านั้น 555 )

ก็ไปโรงพัก ลงบันทึกประจำวัน ร้อยเวรมันก็บอก เนี่ย ถ้าฟ้องกันจริงข้าพเจ้าก็มีความได้เปรียบจากที่ดูรอยชน ชนะแน่ แต่มันเป็นปัญหาว่า ชนแล้วไม่จอด เขาก็จะฟ้องข้อหาหลบหนีได้

เออ โลกนี้นี่มันช่างไร้สาระ

ประกันมันก็บอกจะไม่ยอม ฟ้องก็ฟ้อง

แต่กรูต้องทำมาหากินนนนนนนน เห็นใจกรูหน่อยยยยย

ไม่อยากไปศาลอยุติธรรม ของประเทศสารขัณฑ์เว้ย

ก็พยายามบอกให้ประกันยอม ๆ เขาไปเหอะ

ร้อยเวรมันก็อยากให้เรื่องจบ ๆ ก็ไกล่เกลี่ยกันอยู่นาน

(ไกล่เกลี่ยประกันกับอีเจ๊ ข้าพเจ้าหาได้แคร์อะไรไม่ 555)

ระหว่างที่อีโล้งโค้งเค้งกันอยู่นั้นข้าพเจ้าก็โทรไปหาหมอจัดฟันให้รอก่อนอย่าเพิ่งไป

เขาก็ใจดีบอกมาว่า รอได้แค่บ่ายสาม ตอนโทรไปบ่ายสองครึ่ง หึส์

ยังอีโล้งโค้งเค้งไม่เสร็จ

ก็ทำใจ กรูก็คงไม่ได้จัดฟันอีกแล้ว 555



โชคดีที่วันนี้มีโปรแกรมจะไปหา อ.ทองแถม ที่บ้าน

เพื่อสนทนาและขอลายเซ็นมาทำโล่

ไม่งั้นก็คงจะไม่เกิดสาระอันใดในชีวิตนอกจากไปกรุงเทพฯ เพื่อให้รถชน 555

อาจารย์ทองแถมนี่แกเป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้หลาย ๆ เรื่อง

การได้สนทนากับปราชญ์ก็เป็นสิ่งที่ดี

ข้าพเจ้าก็ชอบไปสนทนาด้วย

อาจารย์จะเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง ข้าพเจ้าก็ชอบฟัง


ก่อนไปถึงบ้าน อ.ทองแถมนี่แหละ

เกือบโดนแทกซี่ชนอีกแล้ว โชคดีที่เบรกทัน

เบรกดังเอี๊ยดดดดดดด

โฮ่ ใจหายไปอยู่ใต้ท้องรถ

ขับรถในกรุงเทพฯ มาตั้งหลายครั้ง ไปหลงมาแล้วเกือบทุกที่ มุกดาหารก็ขับไปมาแล้ว

ยังไม่มีวันไหนจัญไรเท่าวันนี้

ก็โชคดีบ้างที่ไม่ได้ไปขับบนสวรรค์ 555


ไปถึงก็คุยกัน

แล้วอาจารย์ก็จะมางานตรงสะพานผ่านฟ้า

ก็มาด้วยกัน

ขับรถมาครึ่งทาง นึกไปนึกไป

เอ๊ะ! อาจารย์ครับ ผมลืมกระเป๋าไว้บ้านอาจารย์ 555

ต้องตีรถกลับไป รถก็ยิ่งติด ๆ

พอดีอาจารย์ก็ เออ ผมก็ลืมส่งงาน

พอกันทั้งคู่ 555

นั่งรออาจารย์ส่งงานให้นิตยสารอีกเป็นครึ่งชั่วโมง

ความจริงมันไม่มีอะไรมากหรอก

รอคอมพ์

คอมพ์ท่านช้ายิ่งกว่าเต่าป่วย 555

ล้อกันเล่นนะครับจารย์ อย่าถือสาผมเลย

555



ยัง

อย่าคิดว่าความซวยมันจะหมดแค่นั้น

กลับมาถึงบ้าน

นึกขึ้นมาได้ เอ๊... วันนี้วันที่เท่าไหร่

กดดูโทรศัพท์ ยังคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ว่า

ยังมั้ง ไม่ใช่มั้ง

เลยเดินไปเปิดใบทวงหนี้บัตรเครดิตดู

ไอ้ห่...!

กำหนดจ่ายเงินวันนี้

ธนาคารก็ปิดแล้ว

เงินในบัตรเอทีเอ็มของธนาคารนี้ (กสิกร) ก็ยังไม่ได้โอนเข้า

ก็เลยจะจ่ายด้วยบัตรเอทีเอ็มของไทยพาณิชย์

กดเข้าไป อ้าว ให้ใส่เลขอะไรของมันล่ะนี่

วิ่งจากตู้เอทีเอ็มกลับมาบ้าน

มาพลิกดูใบแจ้งหนี้ ไม่เห็นจะมี

ความจริงมันต้องมี หรือว่า กสิกร นี่มันไม่มีหรือมันให้ใช้เลขหน้าบัตรเป็นเลขบัญชี

อันนี้ก็งง ๆ เพราะเห็นของอยุธยามันมีเลขบัญชีต่างหาก

ก็เลยไม่ได้ทำอะไร

วิ่งกลับมาบ้านอีกครั้ง

ระหว่างวิ่งสงสัยสมองปลอดโปร่ง เออ ไอ้ที่เขาว่า วิ่งแล้วทำให้ฉลาดมันท่าจะจริง

เพราะเกิดไอเดียใหม่ งั้นก็โอนเงินจากไทยพาณิชย์เข้าบัตรเอทีเอ็มกสิกร แล้วก็จ่ายมันซะ

หึ ๆ ๆ หัวเราะในลำคอให้กับความฉลาดหลักแหลมของตนครู่หนึ่ง

วิ่งไปที่ตู้เอทีเอ็มอีกครั้ง

กดโอนเงิน ปั๊บ ๆ ๆ ๆ

ใส่จำนวนเงินเสร็จกด ยืนยัน

มันบอก

ขออภัยค่ะธนาคารให้บริการโอนเงินต่างธนาคารภายในเวลา

06.00-21.00 น. เท่านั้น

(มันเขียนประมาณนี้แหละ จำข้อความที่แน่นอนไม่ได้)

มองดูนาฬิกา 21.13


อีห่...รากกกกกกกกกกก

ดีนะ ไม่เป็น 21.01 ไม่งั้นกรูจะกระทืบบบบบบบตู้เอทีเอ็มให้ตีนเคล็ดเลยทีเดียว 55555



สรุป วันนี้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรซักอย่าง นอกจาก ขอลายเซ็น อ.ทองแถม มาได้

ซึ่งอันนี้ก็เกือบลืมเหมือนกันนึกได้ตอนกลับไปเอากระเป๋านั่นแหละ


เฮ้อ

ก็อย่างว่า ความซวยมันไม่เข้าใครออกใคร

เดินทางมาจุมพิตเราเมื่อไหร่ ก็ ซวยไปเมื่อนั้น

โอ้ วันนี้บ่นยาวหลายเหลือขนาด

เอวังครับเอวัง

พรุ่งนี้ยังต้องทำงาน


สุภาษิตก่อนนอนวันนี้

คนดวงดีขายขี้ก็รวย
คนดวงซวย...(อยากให้เป็นยังไงก็ใส่กันเองตามใจชอบเต๊อะ)


Arty
05 10 10
ป.ล. ลืมบอกไปก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในวันใหม่ คืนก่อนนั้นท้องเสียไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน
นึกอยากเอาขี้ที่ออกมาไปขายเหมือนกันเผื่อจะรวย 555


ไม่มีความคิดเห็น: