ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

วัด ๓ : โมรปริตร

วันนี้ว่ากันด้วยเรื่องของ  โมรปริตร

เหตุที่ต้องพูดเกี่ยวกับโมรปริตรนี้

ก็อันเนื่องมาแต่

ข้าพเจ้านึกขึ้นมาได้

ความจริงก็ไม่ใช่นึกขึ้นมาได้

แต่นึกถึงอยู่เนือง ๆ  

ช่วงนี้ข้าพเจ้าสวดมนต์เกือบทุกวัน

ก็สวดโมรปริตรนี้ด้วย

โมรปริตรเป็นหนึ่งในบทสวดมนต์เจ็ดตำนาน

ว่าง่าย ๆ  คือมนต์ของนกยูง

เพราะคำว่า  ปริตรนี้  แปลว่า  เครื่องป้องกัน  เครื่องต้านทาน

ส่วนโมโร  หรือ  โมระ  ก็แปลว่า  นกยูง

นกยูงนี้ไม่ใช่นกยูงธรรมดา

เป็นนกยูงพระโพธิสัตว์

นกยูงพระโพธิสัตว์นี้  ในชาติที่เกิดเป็นนกยูงทอง

มีมเหสีของกษัตริย์องค์หนึ่ง  ฝันเห็นนกยูงทองเทศนาธรรมไพเราะมาก

ก็อยากจะได้เห็นนกยูงนั้น  เล่าให้พระสวามีฟัง

  พระสวามีก็ให้เรียกพรานทั้งหลายมาประชุม

ว่ามีใครเคยเห็นนกยูงทองหรือเปล่า

มีพรานหนุ่มคนหนึ่ง  บอกว่าพ่อตนเคยเห็น

กษัตริย์ก็เลยให้ไปจับมา  แต่ให้จับเป็น  อย่าจับตาย

พรานหนุ่มก็ไปตามจับ  แต่จับไม่ได้สักที

เพราะนกยูงนี้ว่าคาถา

คือตอนเช้าก็ว่าคาถาว่า

"อุเทตะยัญจักขุมา..."

ตอนเย็นก็ว่า

"อะเปตะยัญจักขุมา..."

แม้ว่าเท้าไปถูกบ่วงของนายพราน

บ่วงก็ไม่รัดเท้านกยูงสักที

พรานเพียรจับอยู่อย่างนี้ก็จับไม่ได้จนตายไป

ส่วนมเหสีเมื่อไม่ได้เห็นนกยูงก็ตรอมใจตาย

พระราชาเห็นดังนั้นก็นึกผูกพยาบาทเอากับนกยูง

จึงได้จารึกถ้อยคำว่า

ในป่านั้นมีนกยูงทองอยู่ตัวหนึ่ง

ใครได้กินเนื้อนกยูงนี้แล้วจะอายุยืน

ใส่ไว้ในหีบสมบัติ  แล้วก็ตายจากไป

ครั้นแล้วผู้สืบราชสมบัติต่อมาเปิดหีบเห็นเข้า

ก็เลยให้พรานไปตามล่านกยูงทอง

พรานคนใหม่นี้มันช่างสังเกต

มันก็เห็นว่านกยูงนี้จะว่าคาถาก่อนออกหากินตอนเช้า

และก่อนเข้านอนเสมอ

พรานก็เลยเอานกยูงตัวเมียมาฝึกให้ทำตามคำสั่ง

เช่นเวลาดีดนิ้วก็ให้ร้อง  เวลาตบมือก็ให้รำ  เป็นต้น

ครั้นฝึกได้ดีแล้ว

ก็เอาไปปล่อยไว้ใกล้นกยูงทอง

เมื่อเห็นนกยูงทองกำลังจะว่าคาถา

พรานก็ดีดนิ้ว

นางนกยูงก็ร้อง

นกยูงทองได้ยินเสียงนางนกยูงร้อง

ก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

หลงไปกับเสียงนางนกยูง

จนลืมว่าคาถา

ครั้นขาไปติดบ่วงนายพราน  บ่วงก็รัดขา  ทำให้นายพรานจับได้ในที่สุด

ได้แล้วก็เอาไปถวายพระราชา

พระราชาก็ให้ขังไว้ก่อน

รอฤกษ์งามยามดีในการจะกินนกยูงว่างั้นเหอะ

ทีนี้ก่อนจะกินก็คิดจะไปสนทนากับนกยูงเสียหน่อย

ก็เลยไปหานกยูง

นกยูงก็ถามว่า

จะกินข้าพเจ้าด้วยเหตุผลอันใด

พระราชาก็บอกว่า

เพราะมีจารึกไว้ว่า  ถ้าได้กินเนื้อนกยูงทองแล้วจะคงกระพัน

นกยูงก็บอกว่า

ท่านอย่าไปเชื่อเลย

กินเนื้อนกยูงทองแล้วมันจะอยู่ยงคงกระพันได้อย่างไร

ในเมื่อนกยูงก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง

แม้ตัวข้าพเจ้ายังจะต้องตายเลย

แล้วเหตุไฉนกินเนื้อข้าพเจ้าเข้าไปแล้วท่านจะไม่ตาย

พระราชาได้ฟังดังนั้นก็เกิดตาสว่างขึ้น

เลยปล่อยตัวนกยูงทองไป

พร้อมทั้งประกาศไม่ให้ประชาชนล่าสัตว์ในเขตของพระองค์

เรื่องนกยูงก็จบแต่เท่านี้


ทีนี้ข้าพเจ้าก็ได้ศึกษามาอีกนั่นแหละว่า

ในสมัยนั้นนกยูงทองนี้เกิดอยู่บริเวณวัดบ้านน้ำโมงนี่เอง

ชื่อว่า  วัดศรีชมพูองค์ตื้อ

ครั้งนั้นหลวงปู่จามเล่าว่า

ได้เดินทางไปไหว้พระเจ้าองค์ตื้อ

ที่วัดนี้และโมรปริตรได้อุบัติขึ้นมาในใจ

จึงสวดโมรปริตรถวายพระเจ้าองค์ตื้อ

๓  จบ

ครั้งหลวงปู่จามได้พบกับหลวงปู่ตื้อ

หลวงปู่ตื้อก็สอบถามหลวงปู่จามว่า  ทำไมถึงสวดโมรปริตร

และได้อธิบายให้ฟังว่า

พระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็นนกยูงอยู่ที่วัดบ้านน้ำโมงนี้หลายชาติด้วยกัน

เป็นนกยูงลาย  ๖๓  ชาติ  แล้วเป็นนกยูงเผือก  แล้วจึงเกิดเป็นนกยูงทอง



วัดบ้านน้ำโมงนี้

ข้าพเจ้าก็เคยไปบ่อยสมัยเป็นเด็ก

คนแถวหมู่บ้านข้าพเจ้าก็ไปบ่อย

เพราะอำเภอบ้านผือ  กับอำเภอท่าบ่อ  นั้นอยู่ใกล้กัน

แม้จะเป็นคนละจังหวัด

แต่ก่อนข้าพเจ้าก็ไม่เคยรู้เกี่ยวกับเรื่องนกยูงนี้

มารู้ตอนหลัง

แต่ก่อนรู้แค่ประวัติพระเจ้าองค์ตื้อ

ว่าศักดิ์สิทธิ์นัก



ได้มีโอกาสไปวัดนี้อีกครั้งก็เมื่อตอนกลับบ้าน

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

พอดีตอนนั้นที่บ้านข้าพเจ้ามีคนเอาเต่าน้อยตัวหนึ่งมาขายให้ด้วย

ตอนแรกแม่ก็จะเอาไปขายตลาดแต่ก็ลืมทุกที

ข้าพเจ้าเห็นนึกสงสารก็เลยเอาผักบุ้งไปให้กิน

เพราะสอบถามเห็นว่ามันไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว

และบอกกับทุกคนว่า

จะเอามันไปปล่อยที่วัดบ้านน้ำโมง

พาแพรวาคนรักของข้าพเจ้าไปกราบพระเจ้าองค์ตื้อด้วย

ทุกคนก็เห็นงามตาม

(ความจริงที่บ้านข้าพเจ้า  ถ้าข้าพเจ้าอยากทำอะไรทุกคนก็ต้องเห็นงามด้วยทั้งนั้น)

พอถึงวันก็เอาใส่หลังรถไป

สมัยเป็นเด็กข้าพเจ้าเคยสงสัยว่า

คำว่า  ตื้อ  นี้แปลว่าอะไร

ทำไมคนตั้งชื่อพระว่าตื้อ

เพราะถ้าจะเอาความหมายตามภาษาไทย

ก็จะได้ความหมายไม่ค่อยดีนัก

ความจริงตื้อในภาษาอิสาน

มีความหมายว่า  มากมายมหาศาล

ดังมาตราวัด  คือ  

10 ชั่งเป็นหนึ่งหมื่น 
10 หมื่นเป็นหนึ่งแสน 
10 แสนเป็นหนึ่งล้าน 
10 ล้านเป็นหนึ่งโกฏิ 
10 โกฏิเป็นหนึ่งกือ 
10 กือเป็นหนึ่งตื้อ

ตามประวัติการสร้างพระเจ้าองค์ตื้อนั้น

บันทึกว่า

รวบรวมทองได้ตื้อหนึ่ง

ซึ่งก็คงมีความหมายว่า  เยอะมาก  นั่นเอง



แพรวากับยาย  ข้างหลังคือพระเจ้าองค์ตื้อ


แม่น้ำโมงติดกับวัด  มีบันไดพญานาค

แม่น้ำโมงนี่ไหลผ่านหลายอำเภอ

ไหลมาไกล  รับน้ำจากเทือกเขาภูพาน

และไหลลงสู่แม่น้ำโขงในที่สุด

ตอนแรกว่าจะปล่อยเต่าที่นี่

แต่คนที่เขาดูแลวัดบอกว่า

ให้เดินเลยไปอีกหน่อย

ไม่งั้นเด็กจะจับเอาไปขาย

ข้าพเจ้ากับแพรวาก็เลยเดินเลยไปอีก


พอเต่าแตะน้ำเท่านั้น

ก็ว่ายหายวับลงไปใต้แม่น้ำด้วยความรวดเร็วยิ่ง

และเราก็มองไม่เห็นมันอีกเลย

เต่าเป็นสัตว์อายุยืน

ข้าพเจ้าว่าคาถาให้เต่าปลอดภัยเสียด้วย


ส่วนอันนี้เป็นบทสนทนาของหลวงปู่จามกับหลวงปู่ตื้อ

ข้าพเจ้าคัดมาจากเว็บ

ซึ่งคิดว่าเว็บเอามาจากหนังสืออีกที

หนังสือเล่มนี้หนามาก

เป็นอัตประวัติหลวงปู่จาม

ความจริงก็อยากคัดมาจากหนังสือด้วยตัวเอง

แต่เพื่อนยืมไปตั้งแต่ปีก่อนยังไม่คืนเลย

๑๐๕. ไปไหว้พระเจ้าองค์ตื้อ วัดพระเจ้าน้ำโมง ศรีชมพูองค์ตื้อ พระพุทธรูปองค์นี้งดงามมาก เป็นทองสัมฤทธิ์ขัดเงางาม ภายในอุโบสถเทวดารักษาอยู่มาก
 สมัยจีนฮ่อก่ออันธพาล มันเอาดาบฟันหัวเข่าจากแขนลงมาปลายดาบมันไปสุดเอาหัวเข่า ดาบมันก็คมกล้าแท้ตัดทองได้สบายๆ
 แต่พอมันออกพ้นประตูอุโบสถเท่านั้นมันก็กระอักเลือดตายคาที่เลย พวกเทพยักษ์จัดการมัน
 เขากราบไหว้บูชากันทั้งบ้านทั้งเมือง เจ้าไชยเชษฐาธิราชกับเจ้าลิไททางสุโขทัยพากันมาสร้างเอาไว้เป็นอนุสรณ์สามัคคีธรรมในการปกครอง
 เราก็สวดมนต์ไหว้พระถวาย สวดคาถา(พระสูตร)นกยูงทองถวาย
 “ “นะมัตถุ   พุทธานัง   นะมัตถุ   โพธิยา
      นะโม   วิมุตตานัง นะโม    วิมุตติยา””
 มาภายหลังขึ้นไปเมืองเหนือปะเข้ากับท่านอาจารย์ตื้อ (อจลธมฺโม) เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้สู่กันฟัง เพิ่นถาม “ทำไมท่านจามสวดพระคาถานกยูงทอง”
 เราก็ตอบว่า “ไม่ทราบจักจั๋งได๋ พอกราบไหว้แล้วเงยขึ้นมองดูพระพุทธรูปพระเจ้าองค์ตื้อ และโมรปริตรก็ผุดขึ้นมาในใจ อุเทตยัญจักขุมา.... ก็เลยสวดถวายบูชาอยู่ ๓ รอบครับ”
 ““โห๊ะ.... ตุ๊หนุ่มนี่บ่ารู้เหตุบ่ามีผล พูดแล้วเพิ่นก็หัวเราะแล้วเพิ่นก็ชี้แจงว่า ก็พระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ เกิดเป็นนกยูงลาย ๖๓ ชาติ พ้นแล้วมาเป็นนกยูงเผือกพ้นจากนกยูงเผือกมาเป็นนกยูงทอง ในที่ตรงนั้นเป็นผู้สวดคาถาให้พ้นภัยอันตราย ต้องรู้อย่างนี้นะจึงรู้เหตุมีผล รู้พิจารณาบ้างซี””*


ปิดท้ายด้วยโมรปริตร
ว่ากันว่าใช้สวดป้องกันภัยจากผู้คิดร้ายได้ดีนัก
ผู้ใดใคร่นำไปสวดก็ขออนุโมทนา


โมระปริตร 
คาถาของนกยูงทอง

๑. อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
๒. เย พรัห์มะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง มะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา

๓ . อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา
หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
๔ . เย พรัห์มะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง มะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ


คำแปล 
๑. พระอาทิตย์ เป็นดวงตาของโลก 
เป็นเอกราชา มีสีดั่งสีทอง
ยังปฐพีให้สว่างขึ้นมา เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น
ข้าพเจ้าอันท่านคุ้มครองแล้วในวันนี้
พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน
๒. พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้าฯ
อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาข้าพเจ้า
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จงมีแด่พระโพธิญาณ
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ผู้พ้นแล้วทั้งหลาย
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่วิมุตติธรรม
นกยูงนั้นได้กระทำพระปริตรบทนี้แล้ว จึงเที่ยวไปเพื่อแสวงหาอาหาร

๓ . พระอาทิตย์ เป็นดวงตาของโลก ป็นเอกราชา มีสีดั่งสีทอง
ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ย่อมอัสดงคตไป เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น
ข้าพเจ้าอันท่านคุ้มครองแล้วในวันนี้
พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน
๔ . พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้าพเจ้า
อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาข้าพเจ้า
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จงมีแด่พระโพธิญาณ
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่ผู้พ้นแล้วทั้งหลาย
ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่วิมุตติธรรม
นกยูงนั้นได้กระทำพระปริตรบทนี้แล้ว จึงสำเร็จความอยู่แลฯ


ธัชชัย ธัญญาวัลย
๒  ๑๒  ๒๕๕๔


*http://www.dhammasavana.or.th/article.php?a=520

ไม่มีความคิดเห็น: