ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

OZ THE GREAT AND POWERFUL กับแนวความคิดป่วย ๆ

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสไปดูหนัง

OZ  THE GREAT AND POWERFUL

ที่โรงภาพยนตร์แถว Terminal 21

การดูครั้งนี้

ก็คล้ายคลึงกับครั้งก่อน ๆ  

คือ  ดูฟรี

จากแต้มบัตรเครดิต

การดูหนังฟรีนี้มีข้อดีอย่างหนึ่ง

คือไม่เสียเงิน (บอกทำไม)

หนังบางเรื่องเสียเงินเข้าไปดูแล้ว

เสียดายมาก

เสียดายเงิน

ความจริงส่วนมากข้าพเจ้าไปดูหนัง

ก็ไม่ค่อยเสียเงินเท่าไหร่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

พวกหนังที่ขาด ๆ  เกิน ๆ  

หรือหนังทุนต่ำทำมาไม่ค่อยดี

แต่บางเรื่องก็อยากดู

หรือมีคนชวนดู

ข้าพเจ้าก็หาเรื่องดูฟรี


บางเรื่องก็ได้ไปดูรอบสื่อกะเขาบ้างอะไรบ้าง

ด้วยอานิสงส์ของการมีแฟนที่มีเพื่อนเกี่ยวข้องกับสื่อ

ส่วนตัวข้าพเจ้าเองนั้น

ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับสื่อซักเท่าไหร่

แม้จะมีหลายคนเข้าใจผิดว่า

ข้าพเจ้าเป็นอย่างนั้นก็ตาม


เรื่อง  OZ  นี้

ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร

แถมแนวหนัง

ก็ไม่ใช่แนวใหม่

แนวหนังแนวนี้

เร่ิมเป็นที่นิยมมาได้สักระยะ

คือการเอาส่วนที่ไม่ได้กล่าวถึง

หรือกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย

ของเรื่องราวที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว

เอามาจินตนาการเติมต่อเข้าไป

เหมือนดังหนังไทย

ที่กำลังอยู่ในโรงขณะนี้

ก็คือ  เรื่อง  พี่มากฯ  นั่นเอง


ซึ่งไอ้หนังแนวนี้

มันก็คลี่คลายมาจากหนังแนวฟุตเทจ

อีกต่อหนึ่ง


เรื่อง  OZ  นี้  ข้าพเจ้าคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก

เพราะเคยดูการ์ตูน

ที่มีโดโรธี  สิงโต  หุ่นกระป๋อง  และหุ่นฟาง

ต้องมีชะตาร่วมกันในการเดินทางไปหาพ่อมดแห่งออซ

ซึ่งเขาร่ำลือนักว่า

เป็นผู้วิเศษ

ในดินแดนออซ


ผู้เขียนเรื่องนี้คือ  แอล  แฟรงค์  โบม

เป็นอเมริกัน

ตั้งใจเขียนวรรณกรรมเยาวชนให้แตกต่างไปจากนิทานปรัมปรา

กล่าวคือ

เขาตั้งใจจะให้เรื่องราวของเขา

ไม่มีความโหดร้าย

หรือการฆ่าแกงกัน

(แต่กระนั้น  ก็ยังมีคนชั่วต้องตายในเรื่อง)

ความจริงแล้ว

เราทั้งโลกกำลังปลูกฝังอะไรผิด ๆ  หรือเปล่า

นี่น่าจะเป็นคำถามของแอล  แฟรงค์  โบม

แต่หากไม่ใช่

นี่มันเป็นคำถามของข้าพเจ้าเอง

ในนิทานของเด็ก ๆ  

หรือแม้แต่วรรณกรรมเยาวชน

ตัวร้ายมักจะจบลงด้วย  การตาย

ไม่ว่าจะถูกพระเอกฆ่าตาย

หรือตายเอง

บางเรื่องดีหน่อย

ที่ท้ายที่สุดแล้ว

พระเอกอภัยให้ตัวร้าย

แล้วตัวร้ายก็กลับใจเป็นคนดี

(ซึ่งจะถูกค่อนขอดว่า  น้ำเน่า)


คำถามที่เกิดขึ้นก็คือว่า

ทำไมตัวร้ายต้องตาย

ทำไมพระเอกต้องเกิดมาเพื่อฆ่าผู้ร้าย

และพระเอกคือใคร

จึงสามารถฆ่าผู้ร้ายได้

และผู้ร้ายนั้นมีลูกเมีย  มีพ่อแม่ครอบครัวหรือไม่

และถ้าเขามี

คนข้างหลังเขาไม่เสียใจหรือที่เขาถูกฆ่า

และตัวร้ายนั้น

แท้จริงแล้วเขาร้ายกับทุกคนหรือเปล่า

หรือเขาร้ายกับบางคน  บางเรื่อง  บางแง่มุม

พระเอกมีสิทธิ์อะไรไปฆ่าผู้ร้าย

ทั้งการอ้างวาทกรรมว่า

เพื่อความสงบสุขของโลก

ก็ชวนให้สงสัยในความยุติธรรมแบบโลก ๆ  

และแท้แล้วพระเอกเป็นคนดีจริง ๆ  หรือเปล่า

เพราะถ้าพระเอกเป็นคนดีจริง

ทำไมเขาจึงฆ่ามนุษย์ด้วย

หรือฆ่าเพื่อนร่วมโลกด้วยกันได้ลงคอ

(แม้ผู้ซึ่งถูกฆ่านั้น  จะได้ชื่อว่าเป็น  ผู้ร้าย  ก็ตาม)


ในทางอีกทางหนึ่ง

อาจจะมีการอธิบายว่า

การฆ่ากันระหว่างพระเอกกับผู้ร้ายนั้น

เป็นการฆ่าเชิงสัญลักษณ์

คือความดีและความชั่วนั่นเอง

ทีนี้ก็มีคำถามเกิดขึ้นมาอีกว่า

ทำไมเราต้องฆ่าความชั่ว

และเราจะฆ่าความชั่วได้จริง ๆ  หรือไม่

เพราะถ้าเราฆ่ามันได้จริง ๆ  

โลกก็คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้

เรื่องสัญลักษณ์นี้พักไว้ก่อน

เพราะหากพูดไปจะกลายเป็นเรื่องยาว

และเห็นจะต้องลากเข้าไปพัวพันกันถึงระดับปรมัตถ์

555


เอาที่ฆ่ากันแบบพระเอกกับผู้ร้ายแบบไม่ต้องตีความดีกว่า

ถ้าใครเคยดูหนังไทยเรื่อง  ตี๋ใหญ่

ก็จะเห็นว่า

แท้แล้ว

คนชั่วก็มีส่วนดี

เขาเป็นผู้ร้ายในแง่หนึ่ง

แต่อีกแง่หนึ่งก็มีส่วนดี

เราปลูกฝังว่า

คนชั่วต้องถูกฆ่า

กันมาตั้งแต่แบเบาะ

หนังการ์ตูนที่มีให้ดู

ก็ล้วนแล้วแต่ให้คนดีฆ่าคนชั่ว

หรือฆ่าสัตว์ประหลาดทั้งนั้น

แต่ไม่มีใครเผยให้เห็นเบื้องหลังเลยว่า

ลูกเมียของสัตว์ประหลาดนั้น

เขาเป็นอยู่อย่างไร

และเขาจะรักพ่อรักผัวเขาหรือเปล่า


เรื่องนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องผ่านแล้วผ่านเลย

แต่มันซึมซับอยู่ในจิตใจของบุคคล

ของเยาวชน

และเมื่อเยาวชนเติบโตมา

ก็เป็นผู้ใหญ่

ซึ่งจะว่าไปแท้ ๆ  แล้ว

ปัญหาการเมืองเหลืองแดงที่เป็นกันอยู่นี้

เพราะมันอ้างเรื่อง  คนดี  คนชั่ว

และคนดีต้องกำจัดคนชั่วนั้นเอง

ทั้งนี้ทั้งนั้น

มันเป็นผลพวงมาจาก

การ์ตูนที่พวกเขาเหล่านี้ดูมาตั้งแต่เด็ก

แล้วก็ได้รับการปลูกฝังเป็นสันดานลงไปว่า

คนดีฆ่าคนชั่วได้

ไม่ผิด

คนที่อ้างตัวเป็นคนดีก็เลยต้องหาเรื่องปราบคนชั่วกันยกใหญ่

ก่อกำเนิดความเกลียดชังฝังไว้ในแผ่นดินนั่นเอง

ครั้นพอเวลาผ่านไป

ความเกลียดชังนี้

ก็ส่งผล

เป็นบ่วงกรรมไปไม่รู้สิ้น

เพราะเรามัวคิดแต่ว่า

คนดีต้องฆ่าคนชั่ว

ก็เลยมีการฆ่ากันไปฆ่ากันมา

เกิดเป็นสงครามไม่จบสิ้น


การฆ่ากันแบบคนดีฆ่าคนชั่วนี้

ไม่ใช่แต่คนไทยเท่านั้น

คนทั่วโลกก็ทำ

ยิ่งอเมริกายิ่งทำ

เพราะถือว่าตัวเองเป็นคนดี

ก็เที่ยวข่มเหงเขาไปทั่วโลก

หาว่าคนอื่นชั่วบ้างอะไรบ้าง

ถ้าใครว่าง ๆ  ก็ไปค้นดูเอาว่า

อเมริกาทำสงครามกับประเทศใดมาบ้าง

และเหตุผลของเขานั้น

เป็นอย่างไร

และเมื่อเรามองให้รอบด้านแล้ว

มันคืออะไร


ลากไปซะไกล

กลับมาที่  OZ  กันต่อ

เรื่องราวในหนังนั้น

ก็เก็บเอาประเด็นมาจากตอนที่โดโรธีและผองเพื่อน

ไปพบว่า

เอาเข้าจริงแล้ว

ออซไม่ใช่พ่อมด

และไม่ได้ดลบันดาลให้ทุกอย่างแก่พวกเขาได้

อย่างที่คิดกันไว้แต่แรก

เป็นการหักมุมอย่างมากทีเดียว

และการหักมุมแบบนี้

ก็เป็นความ  "อเมริกัน"  อย่างยิ่ง

คือให้ค่ากับความเป็นมนุษย์ปกติ

มากกว่าจะให้ค่าสิ่งลึกลับ


เรื่องราวไม่กี่ย่อหน้าที่ว่า

ออซไม่ใช่พ่อมด

แต่เป็นนักมายากลที่หลงมาโดยทางบอลลูน

ถูกเอามาขยายความ

เป็นเรื่องราวในหนังเรื่องนี้

ซึ่งดู ๆ  ไปก็สนุกดี

หากใครมีภูมิรู้มาก่อนเกี่ยวกับเรื่องออซ

ก็จะดูแล้วอินมากกว่าคนไม่รู้


แท้แล้วเรื่องออซนี้

เป็นเรื่องสามัญประจำบ้าน

ที่อเริกันชนทุกคนต้องผ่าน

เหมือนอย่างที่เราต้องรู้เรื่องพระอภัยมณีนั่นเอง

มันเหมือนเป็นวรรณกรรมเยาวชนบังคับรู้

ของอเมริกาไปเสียแล้ว

และหากไม่ดูยิ่งใหญ่เกินไป

ก็พูดได้ว่า

ออซนั้น

เป็นเรื่องของอเมริกันชนอย่างแท้จริง

เป็นสมบัติของอเมริกา

และเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาด้วย

ในแง่ของวรรณกรรมเยาวชน


เรื่องออซนี้ดังมากในสมัยนั้น

โบมต้องเขียนภาคต่อของเรื่องนี้อีกรวมเป็นเจ็ดภาค

จากนั้นเขาหยุด

แต่แฟนคลับก็ยุให้เขียนต่ออีก

เขาก็เขียนมาอีกเรื่อย ๆ  

ถ้าจำไม่ผิด

ก็น่าจะสิบสี่เล่ม  หรือสิบสี่ภาค

นอกจากสิบสี่ภาคนี้แล้ว

ก็มีผู้นิยมออซเขียนต่อกันมาอีกหลายเรื่อง

จนกระทั่งตั้งเป็นชมรมออซกันเลยทีเดียว

มีเป็นนิตยสารออกมาเป็นเรื่องเป็นราว

และออซใหม่ ๆ  ก็ถูกนำเสนอมาเรื่อย

แต่จะเอาเรื่องออซออริจินัลกันจริงๆ  

ก็ต้องแค่เจ็ดเล่มแรกเท่านั้น

เพราะเล่มสุดท้าย

คือเล่าที่เจ็ด

ดูเหมือนว่าตอนนั้นกระแสเครื่องบินกำลังเกิด

ดินแดนออซซึ่งลึกลับและไม่อาจเดินทางเข้าไปได้

ด้วยการเดิน

ก็อาจจะถูกมองเห็นโดยเครื่องบินได้

(เพราะเราต้องไม่ลืมว่า

ทั้งพ่มดออซและโดโรธีนั้นไปดินแดนออซโดยทางอากาศ

ผ่านพายุไซโคลน  แต่ก็มีวิธีการไปเมืองออซอีกหลายแบบ  

ดังที่ปรากฏในหนังสือออซเล่มต่อ ๆ  มา)

สุดท้ายก็มีการร่ายเวทย์มนต์ปิดดินแดนลี้ลับแห่งนี้

แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้อ่านเล่มที่ถัดจากนั้นว่า

การเดินทางไปดินแดนออซนั้นเขาทำอย่างไรกันต่อ

เพราะอีแค่เจ็ดเล่มแรก

อีตาโบมก็หมดมุกแล้ว

เรียกง่าย ๆ  ว่า

ออซเล่มสองสามสี่...

อ่าน ๆ  ไปชักน่าเบื่อ

เพราะคนเขียนหมดมุก


เรื่องความดังของออซถ้าจะเทียบกับปัจจุบัน

ก็เทียบได้กับ  แฮรี่  พอตเตอร์  เลยทีเดียว

ดังกันขนาดนั้น

แม้ทุกวันนี้

เรื่องออซก็ยังเป็นที่นิยมกันอยู่ในหมู่เด็ก ๆ  

ถ้าใครเคยอ่าน

"ไดอารี่ของเด็กไม่เอาถ่าน  Diary of a Wimppy Kid"

ก็จะเห็นตอนหนึ่ง

ซึ่งไอ้เด็กซังกะบ๊วยนี่ต้องเล่นละคร

เรื่องออซ

ออซ  มันอยู่ในสายธารวัฒนธรรม  อารยธรรมของอเมริกันชนอย่างแท้จริง


แต่เด็กไทยสมัยใหม่ก็ไม่ค่อยรู้จักออซ

ด้วยว่า  ไม่ค่อยอ่านหนังสือ

เรื่องออซในโรง

ก็เลยมีคนดูหรอมแหรมยิ่งกว่าผมบนหัวขุนช้างเสียอีก

(ความจริงอยากเทียบกับขนอย่างอื่น  แต่มันจะดูไม่สุภาพ  อิอิ)

อันนี้ว่ากันแต่เฉพาะในเมืองไทย

เมืองนอกเป็นอย่างไรไม่รู้

แต่ที่รู้ก็คือ

กระแสในเมืองไทยมันเงียบเป็นเป่าสาก


ความจริงว่าจะพูดถึงเรื่องหนังเสียหน่อย

ว่าเป็นอย่างไร

แต่ก็พล่ามนอกเรื่องมาเสียมาก

เหนื่อยเสียแล้ว

ดีไม่ดีอย่างไร

ก็เชิญทุกท่านไปพิสูจน์ในโรงกันเองก็แล้วกันเถิด


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๒๐  มีนาคม  ๒๕๕๖



ไม่มีความคิดเห็น: