ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

โนเบล, ๑๔ ตุลา, ไว้อาลัยแต่ระบบการศึกษาของโลกยุคปัจจุบัน


ข้าพเจ้ารู้จัก  อัลเฟรด โนเบล

ในห้องสมุด

มันเป็นสิ่งมีค่า

และเป็นสิ่งที่คุ้มค่า

หากใครสักคนหนึ่ง

ได้กำหนดให้ทรัพย์สินของเขา

ถูกนำมาตั้งเป็นรางวัล

ชื่อของเขาก็ถูกจดจารึก

ตราบนาน

ต่างจากมหาเศรษฐีอีกหลายคน

ที่หากเราไม่ได้คลุกคลีตีโมงอยู่กับประวัติศาสตร์

หรือแวดวงเฉพาะกิจแขนงใดแขนงนั้น

ก็อาจไม่รู้จักเลย



แต่คำถามก็คือว่า

มีกี่คนในโลกนี้

ที่ยังมีชื่ออยู่จนทุกวันนี้

แม้จะจากไปนานแล้ว



ด้วยแนวคิดของการลืมและการจำของโลกนี้

หากข้าพเจ้าจำไม่ผิด

มันถูกเขียนอยู่ในรูปแบบเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง (ความจริงอาจมีหลายเรื่องแต่เคยอ่านแค่เรื่องนี้)

ชื่อ

"เอโรส์ตราตูส์  ชายผู้เผาวิหาร"

โดยโครงเรื่องคล้าย ๆ  กับว่า

ผู้ชายคนนี้มันอยากดัง

ก็เลยเผาวิหารโบราณอันศักดิ์สิทธิ์

เพียงเพื่อจะได้มีชื่อจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ว่า

เขาคือผู้เผาวิหารแห่งนี้

ซึ่งวิหารนั้น

ผู้คนก็ลืมเลือนไปแล้วว่า

ใครเป็นคนสร้าง

แต่วันที่มันถูกเผา

ผู้คนก็จดจำชายผู้เผาวิหารคนนี้ได้

ข้าพเจ้าลืมไปแล้วว่าเนื้อเรื่องจริง ๆ  มันเป็นยังไง

จบแบบไหน

เพราะอ่านนานแล้ว

และลืมไปแล้วว่า  คนแต่งเรื่องนี้คือใคร

ขี้เกียจค้นกูเกิล



จำได้แต่เพียงว่า

คนแต่งเรื่อง

"แค่มาขอใช้โทรศัพท์เท่านั้น"

คือ  มาเกซ

แน่นอน

เพราะนั่นคือนักเขียนที่ข้าพเจ้าชื่นชอบ

แค่มาขอใช้โทรศัพท์เท่านั้น

เป็นเรื่องที่อ่านสนุก  น่าติดตาม

และเข้าใจง่าย

ซึ่งแตกต่างจากงานชิ้นอื่นของผู้เขียนพอสมควร



โนเบลปีนี้เป็นของนักเขียนจากจีน

มีหลายคงเก็งว่าเป็น  มูราคามิ

แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยเก็ง

เพราะวรรณกรรมโลกปัจจุบันนั้น

ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้จักใครสักเท่าไหร่

และรอคอยแต่อ่านงานแปล

ซึ่งมักจะเดินทางช้า

และงานของนักเขียนที่ขึ้นชื่อว่า  ดี

บางทีก็มักเดินทางมาไม่ถึงเมืองไทย

การอ่านภาษาอังกฤษได้กระท่อนกระแท่นของข้าพเจ้า

บางทีก็เหนื่อยล้าเกินไปที่จะพยายามอ่านที่เขาบอกกันว่า  "ดี"

ถึงไม่เหนื่อยล้า

ก็  ขี้เกียจ

นั่นแหละข้าพเจ้า



พูดถึงเรื่องภาษาอังกฤษ

วันก่อนพูดถึงเรื่องครูตีนักเรียน

มันดันมาประจบเหมาะเคราะห์ดี

ที่นิตยสาร  TIME  ฉบับล่าสุด

คือ  ๑๕  ตุลาคม  ๒๐๑๒

มีเรื่องครูตีนักเรียนพอดี

จำได้คร่าว ๆ  ว่า

อีเด็กที่ถูกตีนี่เป็นนักเรียนหญิงอายุ  ๑๕  ถูกครูตี

เกี่ยวกับการลอกการบ้าน

(ถ้าจำไม่ผิดอีคนถูกตีนี่มันเป็นคนให้เพื่อนลอก?)

ทีนี้มันก็เป็นเรื่องขึ้นมา

เพราะแม่มันโวยวาย

บทความมันก็เสนอมาเกี่ยวกับ

งานวิจัย  เปอร์เซ็นต์นั่นโน่นนี่

ไม่น่าเชื่อว่า

ในอเมริกา

ยังมีหลายรัฐที่อนุญาตให้ครูตีเด็กนักเรียนได้ถูกกฎหมาย

ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจเท่ากับว่า

ทำไมอีเด็กผู้หญิงอายุตั้งสิบห้าปีแล้ว

ยังถูกครูตีกะอีแค่เรื่องลอกการบ้านอีก




อ่านดูคร่าว ๆ  เขาบอกว่า มีงานวิจัยบางชิ้น

กล่าว

เด็กที่ถูกตีบ่อย ๆ  นั้น

จะทำให้เด็กก้าวร้าวมากกว่าคนอื่น

และยังผลให้ไอคิวต่ำกว่าเด็กทั่วไปด้วย

แต่ก็มีอีกคณะแย้งว่า

ไม่จริง

พวกมึงมั่ว

เพราะงานวิจัยนี้น่ะ  พูดถึงการตีเฉพาะในครอบครัว

ไม่ได้พูดถึงการตีที่โรงเรียน

และการจะสรุปว่าถูกตีบ่อย ๆ  แล้วโง่นั้น

มันเป็นไปไม่ได้  เพราะชีวิตคนคนหนึ่งมันมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง



นั่นน่ะสิ



ข้าพเจ้าอ่านบทความนี้ไม่จบ  ไม่รู้สุดท้ายเขาสรุปกันว่ายังไง

แต่คิดว่า  มันคงไม่มีคำตอบ

ที่ว่าตี  ตีนี้  เขาหมายถึงการตีส่วนไหนก็ได้ของร่างกาย

ไม่ได้หมายความว่า  ตีก้น  อย่างเดียว

รู้สึกเขาจะใช้คำว่า  corporal punishment

ทั้งนี้ก็มีการสำรวจว่า

ทัศนคติเกี่ยวกับการอนุญาตให้ครูตีเด็กได้นั้น

ลดลงอย่างมากจากยุคซิกตี้ส์

คือจากราว ๆ  94%  เป็น  71%   (อันนี้ไม่รู้จำถูกจำผิด)



คำถามก็คือว่า

มนุษย์ไทยนั้น  มีงานวิจัยทำนองนี้หรือเปล่า

รักวัวให้ผูกรักลูกให้กอดที่ว่าจะเปลี่ยนกันนั้น

เอาดาต้าเบส  หรือ  อ้างอิงทฤษฎีไหน

แล้วรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี  นี่อ้างอิงทฤษฎีไหน

ความจริงต้องถกกัน

แต่ก็กลายเป็นว่ามนุษย์ไทยก็ทำได้แค่เถียงกันเอามันส์

แล้วสารัตถะที่แท้จริง

หรือผลการปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นจากแนวความคิดนี้จะมีให้เห็นหรือไม่อย่างไร



ความจริงคนสมัยนี้ก็ไม่ค่อยนิยมตีลูกกันอยู่แล้ว (อันนี้ข้าพเจ้าคิดเอาเอง)

เพราะมันเป็นยุคสมัยที่ต้องใช้เหตุใช้ผลกัน

ไม่ใช่เอะอะก็ฟาด  เอะอะก็ฟาด

แลดูป่าเถื่อน



ข้าพเจ้าจำได้

สมัยเป็นเด็ก  แม่ข้าพเจ้าไม่เคยตีข้าพเจ้าเลย

ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แม้แต่จะเงื้อมือขึ้นมาหวังจะตีก็ไม่มี

ข้าพเจ้าเคยถามคนอื่นที่ถูกพ่อหรือแม่ตี

กลายเป็นว่า  ประสบการณ์การถูกตีในวัยเด็กนั้น

ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับพ่อแม่เมื่อเด็กโตขึ้นด้วย

คือเด็กถูกตีนี่อย่าว่าไม่จำนะ

ข้าพเจ้ายังจำได้เลยว่าครูคนไหนเคยตีข้าพเจ้าบ้าง

ด้วยสาเหตุอะไร

ซึ่งงี่เง่ามาก

มึงตีกูแค่เรื่องอย่างนี้เหรอ  อะไรงี้

แล้วต่อไปใช่ว่าจะสำนึก

ไอ้ที่ถูกตีก็แล้วกันไป

เพราะถือว่ารับโทษไปแล้ว

แต่ถ้าจะทำอย่างเดิมอีกครั้ง

ก็อย่าให้ครูเห็น  หรืออย่าให้มันจับได้ก็แล้วกัน

ประเด็นนี้ก็น่าคิด



คือจะว่าลบหลูครูอาจารย์ก็ใช่ที่นะ

แต่ว่า  ครูคือใคร  ใครคือครู  ใครรู้บ้าง  ใช่มั้ย

เป็นครูหรือเป็นแค่คนรับจ้างสอนหนังสือ

ครูคือใคร

เงินเดือนครูมาจากไหน

ทำไมเราต้องไปเคารพนบไหว้คนบางใครที่แค่ถูกจ้างมาสอนหนังสือ

นี่ไม่ได้ว่าครูทุกคนในโลก  แต่ว่าครูแอบแฝง

ครูที่ไม่ใช่ครูจริงแท้

แล้วครูจริงแท้ในโลกนี้มีกี่คน

ที่มีอยู่มันก็พวกรับจ้างสอนแดกเงินภาษีประชาชน

ไม่มีใครเขาสนใจถ้าไม่มีคนอย่างพวกมึง

คนที่มันกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะสอบเข้าเป็นครูมีเยอะแยะในประเทศนี้

เรียกง่าย ๆ  ว่า

ไม่มีการง้อกัน



เอาเข้าจริง

คนจ่ายเงินเดือนครูก็คือประชาชน

ดังนั้นประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะกำหนด  หรือด่าว่า  หรือวิพากษ์วิจารณ์ได้

ไม่ต่างจากพวกข้าราชการ  พนักงานของรัฐ  หรืออื่น ๆ

เรียกง่าย ๆ  ว่าทุกวันนี้

คนเรามันมีศักดิ์ศรีเท่ากันแล้ว

ครูไม่ใช่มนุษย์เหนือมนุษย์เหมือนอย่างที่ยกย่องกันในสมัยก่อนแต่อย่างใด

และเป็นอย่างนั้นไม่ได้ด้วย

ถ้าจะเทียบ

หรือจะยกเอาแบบอย่าง

เราก็ต้องยกเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นแบบ

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธ (ที่คลั่งศาสนาซะด้วย)

มีหรือเปล่าทุกวันนี้

คนที่อุทิศตนโดยไม่หวังอะไรตอบแทนอย่างพระพุทธเจ้า

คนที่อุทิศตนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้คนอื่นได้พ้นจากทุกข์

คำตอบก็คือ  พอมี

นั่นแหละ

แต่ถามว่า

ในโรงเรียน  สถานศึกษา  หรือมหาวิทยาลัย

หาคนที่มีอุดมการณ์  หรืออย่างน้อย ๆ  เศษเสี้ยวหนึ่งของแนวความคิดเช่นนี้

และทำได้ในทางปฏิบัติ

มีอยู่เท่าไหร่

นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า

ทำไมเราจึงไม่ต้องไปยกย่องบุคคลเหล่านี้ให้เลิศเลอ (นอกจากบุคคลที่เรานับถือเขาเป็นครูจริง ๆ  )

เพราะก็อีแค่มนุษย์ธรรมดาเหมือนเรา ๆ  ท่าน ๆ

ที่ทำงานหาเงินหาเลี้ยงชีพเท่านั้นเอง

ดังนั้นในทางกลับกัน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ครูจะหาทางล่อนักเรียน

เอานักเรียนมาเป็นผัวเป็นเมีย

อาจารย์เอานักศึกษาเป็นเมีย (ผัว)

หรือนักศึกษาเอาอาจารย์เป็นผัว (เมีย)

หรือมีการปอกลอกเงินทองกันโดยการสอนพิเศษ

ฯลฯ



ครูเลว ๆ  มือถือสากปากถือศีลเยอะแยะ

แดกเหล้าเมาอย่างหมามาสอนก็มี

แต่นั่นแหละ

ก็จะต้องมีคนพูดว่า

อย่างน้อยเขาก็สอนให้มึงมีความรู้ใช่ไหม

แต่ขอแย้งหน่อย

แล้วมึงเคยถามกูสักคำไหมว่ากูอยากเรียนกับเขารึเปล่า

อยู่ ๆ  ก็ยัดเยียดกันเข้ามา

นักเรียนมีสิทธิเลือกได้มั้ย

ว่าเราอยากเรียนกับครูคนไหน  อย่างไร

(แน่นอน  เลือกได้  ถ้ามีเงินจ่ายค่ากวดวิชา  แต่ในที่นี้เราหมายถึงครูของรัฐ

เราอาจจะอ้างว่า  ก็บางวิชาเขาให้เลือกได้แล้วไง  นั่นเป็นการเลือกจริง ๆ  หรือเปล่า

หรือแค่ให้ทำเป็นเหมือนว่าได้เลือก)

เพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่งสมัย ป. ๖

แม่ให้ย้ายห้องเพื่อมาเรียนกับครูอีกคนหนึ่ง

เพราะเชื่อมั่นในครูคนนี้มากกว่า

ซึ่งก็ทำได้  เพราะแม่คนนี้เขาเป็นครู  มีอำนาจต่อรอง  หรือใช้เส้นสายได้

แต่ถามว่าแล้วลูกชาวบ้านธรรมดาล่ะ

ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม

เราก็เลยจะเห็นว่า  สมัยนี้โรงเรียนเอกชนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

โฮมสกูล  เริ่มเด่นดังขึ้นมา

ทั้งที่จริงแล้ว

โฮมสกูลนี่แหละ  คือรากแก้วของการศึกษาของมนุษยชาติ


ตอนนี้โลกจับตาไปที่จีน

จึงไม่แปลกหากคนจีนจะได้รับรางวัลอะไร ๆ  ระดับโลก

ไม่แปลกหากรางวัลสาขาสันติภาพเมื่อปีก่อนจะเป็นของคนจีน

ญี่ปุ่นนั้นถูกเพิกเฉยนานแล้ว

ดังนั้น

เฮียมู  รอไปก่อน

555


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๑๔  ตุลาคม  ๒๕๕๕

ไม่มีความคิดเห็น: