ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

เพ้อเจ้อนิยม ๒ : ความเพ้อเจ้อฟั่นเฝือ และเข้าใจผิดเกี่ยวกับศีล ข้อ ๔


วันนี้ว่าด้วยความฟั่นเฝือ

และเข้าใจผิด

เกี่ยวกับศีลข้อ  ๔

ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้น

เพราะปราชญ์จอมปลอมตั้งตนเป็นศาสดา

สอนพุทธศาสนาให้ผิดเพี้ยนไป

โดยนึก  ตรึก  เอาตามความเพ้อเจ้อของตน

ทำให้สาวกลัทธิเพ้อเจ้อนิยม

หลงงมงายเชื่อไปตาม ๆ  กัน

โดยขาดการไตร่ตรอง

ขาดการค้นคว้า

สักแต่ว่า  คนนั้นเป็นครูของเรา

ก็เชื่อ

สักแต่ว่า

ถ้อยความนั้นเป็นเหตุเป็นผล

เข้ากันได้กับความเห็น (และความเพ้อเจ้อของตน)

ก็เชื่อ

ศีลข้อ  ๔  นั้นมีว่า

มุสาวาทา  เวรมณี  สิกฺขปทํ  สมาทิยามิ

ละเว้นจากการพูดโกหก

ข้อนี้ให้ละเว้นจากการพูดโกหกเท่านั้น

ไม่รวมการพูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  และพูดเพ้อเจ้อ

การพูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  พูดเพ้อเจ้อ  นั้น

แยกไปอีกต่างหาก  ในอกุศลกรรมบถ  ๑๐


พระพุทธเจ้าบัญญัติศีลข้อ  ๔  ไว้เพียงแค่

มุสาวาทา  เท่านั้น

ไม่เช่นนั้น  ท่านก็คงบัญญัติ  รวมเอาไว้แล้วด้วยว่า


ปิสุณายาวาจาย  เวรมณีฯ

ผรุสฺสายวาจาย  เวรมณี ฯ

สมฺผปฺปลาปาวาจาย  เวรมณี ฯ




ปิสุณวาจา  คือ  พูดส่อเสียด  ยุยง

ผรุสฺสวาจา  คือ  พูดคำหยาบคาย  ด่าทอ  หรือที่ภาษาไทยเราเอามาใช้ว่า

ผรุสวาท

สมฺผปฺปลาปวาจา  คือ  พูดเพ้อเจ้อ  ภาษาไทยก็เพี้ยนเป็น  พูดสับปลับ  คือพูดจากลับกลอก  เชื่อถือไม่ได้

ซึ่งอันนี้ชัดเจน  ตามคำ  และความหมาย

ซึ่งทั้งสามอย่างนี้  ถูกกำหนดไว้ใน  อกุศลกรรมบถ ๑๐

ไม่ใช่อยู่ในศีลห้า

เพราะฉะนั้น  ใครถือศีลห้า  แล้วด่าลูกด่าหลาน  ก็ไม่ได้ถือว่าผิดศีลแต่อย่างใด

หากแต่เพียงทำให้  ศีลด่างพร้อย  เท่านั้น


พูดอย่างนี้อาจจะขัดใจมนุษย์ลัทธิเพ้อเจ้อนิยม

และเขาเหล่านั้นก็สามารถแย้งโดยเหตุผล  (ควาย ๆ )

ได้ว่า

คิดอย่างนี้ไม่ถูกต้อง  เพราะตีความเอาตามแต่อักษร

มันต้องตีความให้ลึกซึ้งถึงความหมายด้วย


แท้แล้วถ้าจะตีความให้ลึกซึ้ง

เราต้องเข้าใจว่า

เรามีศีลเพื่ออะไร

เพื่อจะไปอวดข่มคนอื่น

ว่า  เฮ้ย  กูถือเคร่ง  กูดีกว่ามึง

มึงถือแต่ไม่พูดโกหก

กูนี่สิ  ไม่พูดคำหยาบ  ไม่พูดส่อเสียด  ไม่พูดเพ้อเจ้อ

หรือเพียงเพื่อจะเอาไปตีกรอบสิ่งนั้นสิ่งนี้

เราต้องเข้าใจว่า

ศีล  ๕  นั้น  พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้กั้นอบายอย่างหยาบที่สุด

ในศีล  ๕  นั้น  ไม่ได้กำหนดไว้ว่า  ห้ามซื้อหวย

แม้จะมีพวกเพ้อเจ้อนิยมตีความเอาเองไปอย่างไรก็แล้วแต่

คือเรียกว่า  ถ้าจะปฏิบัติตามตัวศีลจริง ๆ  แล้วง่ายมาก

แต่บางคนมันก็พิลึก

ข้าพเจ้าเคยสนทนากับน้องคนหนึ่ง

บอกว่า

คนที่กินเนื้อสัตว์นั้น  ผิดศีลข้อหนึ่ง

เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินในครั้งนั้น


ถามว่าทำไมถ้อยความที่ฟั่นเผือเช่นนี้

มันถึงแพร่หลายยิ่งนัก

ตอบง่าย ๆ

มันถูกใจดัดจริตชน

และมันง่ายต่อการสั่งสอน

มันสำเร็จรูป

มันรวบรัด  เป็นเหตุเป็นผล (แบบตรรกวิบัติ)


ซึ่งแท้แล้ว

สิ่งที่ต้องรักษาจริง ๆ  แล้วไม่ใช่ศีล

แต่คือ  ใจ

ถ้าหากเรารักษาใจให้ดี  ศีลมันก็เป็นไปโดยตัวของมันเอง

ถ้าเรามีสติปัญญาเพียงพอ  ศีลมันก็เป็นอัตโนมัติของมัน

ไม่ต้องไปยึดไปถือ  ไปอาราธนา  ขอจากพระองค์นั้นองค์นี้

ไปทำบุญที่ไหน  กี่วัด  กี่วัดก็อาราธนาอยู่ร่ำไป

ยิ่งได้ไปอาราธนากับอาจารย์องค์ที่มีชื่อเสียงก็ให้ยิ่งผยองพองขน

รับศีล  รับพร  แล้วก็ภาคภูมิว่าตัวเองมีศีล  มีพร

โดยไม่รู้ว่าความจริงคือ

ถูกกิเลสมันต้มเอา


หลักการที่แท้จริงของศีล  คือ  สติ

ถ้าเข้าใจหลักการนี้

ต่อให้ศีล  ๕  ศีล  ๘  ศีล  ๑๐  หรือ  มากกว่านั้น

ก็ไม่มีปัญหาถกเถียงกันเรื่องที่ว่า

อย่างนั้นผิดศีล  หรืออย่างนี้ไม่ผิดศีล

ไม่ต้องมาลูบ ๆ  คลำ ๆ  เป็น  สีลพฺพตปรามาส


เรื่องศีลข้อ  ๔  นี้


 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส

(ทำไมต้องเป็นท่านนี้  เดี๋ยวจะเอาไว้เล่าคราวต่อไป  -ถ้าไม่ลืม)

ทรงอธิบายสิกขาบทข้อนี้ว่า

มีข้อห้ามและขอบเขตทั้งโดยตรงและโดยอ้อม      

ซึ่งผู้รักษาศีลจะต้องเว้นเพื่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์

คือ

         ๑. มุสาวาท ๗ วิธี  (การแสดงเท็จ หรือลักษณะแห่งมุสาวาท)

                   ๑. ปด ได้แก่การโกหกชัด ๆ ไม่รู้ว่ารู้ ไม่เห็นว่าเห็น ไม่มีว่ามี เป็นต้น

                   ๒. ทนสาบาน คือ ทนสาบานเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อว่าตนไม่เป็นเช่นนั้น

                        จะด้วยวิธีแช่งตัวเองหรือด้วยวิธีนั่งนิ่งเมื่อถูกถามก็จัดเป็นทนสาบาน

                   ๓. ทำเล่ห์กะเท่ห์   ได้แก่   การอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์เกินความจริง เช่น

                        อวดวิเศษเรื่องใบ้หวยโดยไม่รู้จริงเห็นจริงเป็นต้น

                   ๔. มายา    แสดงอาการหลอกคนอื่น เช่น  ไม่เจ็บทำเป็นเจ็บ เจ็บน้อยทำ

                       เป็นเจ็บมากเป็นต้น

                  ๕. ทำเลศ  คือ ไม่อยากจะพูดเท็จแต่พูดเล่นสำนวน พูดคลุมเครือให้ผู้ฟัง

                       คิดผิดไปเอง เช่น เห็นขโมยวิ่งผ่านหน้าไป ไม่อยากบอกให้ผู้อื่นทราบ

                       ว่าตนเห็น จึงย้ายที่ยืนหรือที่นั่งไป เมื่อถูกถามพูดเล่นสำนานว่าอยู่ที่นี่

                      ไม่เห็น อย่างนี้เรียกว่าทำเลศ

                  ๖. เสริมความ  เรื่องเล็ก  แต่พูดให้คนฟังเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่   เช่น  เห็น

                      ไฟไหม้หญ้าแห้งก็ตะโกนเสียงดังว่าไฟๆ    เพื่อให้คนแตกตื่นตกใจหรือ

                      โฆษณาสินค้าพรรณนาสรรพคุณจนเกินความจริง

                  ๗. อำความ  ตรงกันข้ามกับเสริมความ คือเรื่องใหญ่แต่พูดให้เป็นเรื่องเล็ก

                      หรือปิดบังอำพลางไว้ไม่พูดไม่รายงานต่อผู้มีหน้าที่ให้รับทราบ  ข้อห้าม

                      หรือขอบเขตของสิกขาบทนี้   มีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งผู้รักษาศีล

                      จะต้องเว้นเพื่อรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ คือ

                                     ๑. มุสา

                                     ๒. อนุโลมมุสา

                                     ๓. ปฏิสสวะ

๑. มุสา   แปลว่าเท็จ  หรือไม่จริง   การกล่าวคำเท็จหรือคำไม่จริง เรียกว่ามุสาวาทหรือ

พูดโกหก ส่วนมากใช้วาจา แต่การแสดงเท็จหรือโกหกอาจแสดงได้ทั้ง ๒ ทาง คือ ทาง

วาจากับทางกาย ทางวาจา คือ พูดคำเท็จออกมาทางกาย คือ แสดงทางกาย เช่น การ

เขียนจดหมายโกหก รายงานเท็จ ทำหลักฐานปลอม  ตีพิมพ์ข่าวเท็จ  เผยแผ่ทำเครื่อง

หมายให้คนอื่นหลงเชื่อตลอดจนการใช้ใบ้ให้คนอื่นเข้าใจผิด เช่น สั่นศีรษะหรือโบกมือ

ปฏิเสธในเรื่องควรรับหรือพยักหน้ารับในเรื่องที่ควรปฏิเสธ เป็นต้น

๒. อนุโลมมุสา  คือ  การไม่แสดงเรื่องเท็จทั้ง ๗ อย่าง แต่พูดเรื่องไม่จริงซึ่งไม่มีเจตนา

จะกล่าวเท็จ     แต่เจตนาจะให้เขาเจ็บใจหรือแตกร้าวกัน เป็นต้น  เรียกว่า อนุโลมมุสา

เช่น

    -พูดเสียดแทง กระทบกระแทก แดกดัน

    -พูดประชด ยกให้เกินความจริง

    -พูดด่ากดให้ต่ำกว่าความเป็นจริง

    -พูดสับปลับ ด้วยความคะนองวาจา แต่ไม่ตั้งใจให้เข้าใจผิด

    -พูดคำหยาบ คำต่ำทราม

ไม่จัดเป็นมุสาวาทแต่ศีลด่างพร้อย

๓. ปฏิสสวะ ได้แก่ การรับคำของคนอื่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์     แต่ภายหลังกลับใจไม่ทำ

ตามที่รับคำนั้นโดยที่ตนยังพอทำตามคำนั้นได้อยู่ มี ๓ อย่าง คือ

    ๑. ผิดสัญญา ว่าจะทำด้วยความสุจริตใจ แต่กลับไม่ทำในภายหลัง

    ๒. เสียสัตย์ ให้สัตย์ปฏิญาณไว้แล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม

    ๓. คืนคำ รับปากว่าจะไป แต่กลับใจภายหลังไม่ไป

ทั้ง ๓ อย่างนี้ ไม่เป็นมุสาวาท   ศีลไม่ขาดแต่ทำให้ศีลด่างพร้อยได้   ในอัฏฐสาลีนี ได้

กล่าวถึงองค์ประกอบของมุสาวาท ว่าต้องพร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ คือ

    ๑. เรื่องไม่จริง

    ๒. เจตนาจะพูดเรื่องนั้น

    ๓. พูดหรือแสดงออกไป

    ๔. ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความนั้น

         ในการพิจารณาว่ามุสาวาทอย่างไรมีโทษมากหรือมีโทษน้อยท่านได้อธิบายไว้ว่า

มุสาวาทที่ทำลายประโยชน์ของผู้อื่นมาก คือเขาได้รับความเสียหายมากมีโทษมาก ได้

รับความเสียหายน้อยก็มีโทษน้อย       ส่วนการกำหนดโดยวัตถุเจตนาและประโยคเช่น

เดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

          แต่ยังมีคำพูดอีกประเภทหนึ่งที่เป็นคำไม่จริง  แต่พูดแล้วไม่เป็นมุสาวาท คือคำ

พูดที่พูดตามที่ได้ยินได้ฟังมาหรือเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง   เรียกว่า   ยถาสัญญา   คำพูด

ประเภทนี้มี ๔ อย่าง คือ

          ๑. โวหาร   พูดตามสำนวนโลก   ที่ใช้กันจนเป็นแบบธรรมเนียม เช่น คำลงท้าย

              จดหมายว่า ด้วยความเคารพอย่างสูงหรืออย่างยิ่งเป็นต้น แม้ว่าจะไม่ตรงตาม

              ความเป็นจริงก็ไม่เป็นมุสาวาท

          ๒. นิยาม  การเล่านิยายหรือแสดงลิเก ละคร เป็นต้น  แม้จะเป็นเรื่องไม่จริงแต่ก็

              ไม่เป็นมุสาวาท

          ๓. สำคัญผิด    พูดด้วยเข้าใจว่าถูกต้อง    ทั้งๆ ที่เรื่องนั้นไม่ถูกไม่เป็นความจริง

               เช่น จำวันผิดบอกไปโดยเข้าใจว่าถูก ไม่เป็นมุสาวาท

          ๔. พลั้ง พูดด้วยความพลั้งเผลอ โดยไม่ได้ตั้งใจให้ผิดพลาด ไม่เป็นมุสาวาท


อันนี้ลอกมาให้ได้สดับรับฟังรับอ่านกัน

เพื่อยังพระสัทธรรมให้บริสุทธิ์เที่ยงตรงต่อไป




ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๓๐  พฤศจิกายน  ๒๕๕๕




ไม่มีความคิดเห็น: