ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

ธรรมเมา และวิธีดับทุกข์ที่แท้


ข้าพเจ้าเฝ้าสงสัยว่า

เหตุใดสตรีซึ่งมีสามีแล้ว

จึงกระสันอยากมีเพื่อนชายมากหน้าหลายตาอีก

เหตุใดจึงเสาะแสวงหาอีก

ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ

ดังจะเห็นในวรรณกรรม

ในนิทาน

หรือในตำนานทั้งหลาย

รวมถึงในชีวิตจริง



ความจริงถ้าการมีเพื่อนชาย

แล้วมันไม่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีไป

แต่หากการมีแล้ว

มันก่อให้เกิดทุกข์

ก็เป็นเรื่องที่ควรจะหาวิธีดับทุกข์

แน่นอนว่า

บางครั้งการคบหาสมาคมกันของคนบนโลก

การคบหาเพื่อนต่างเพศ

มันก็ไม่ได้ผิดศีลข้อไหน

แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า

มีสามีแล้ว

หรือมีภรรยาแล้ว

แล้วอีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบ

มันก็ย่อมก่อให้เกิดทุกข์

หากเป็นครั้งเป็นครา

ต้องสนทนาปราศัยบ้าง

ก็ไม่แปลก

แต่หากเป็นปกติ  เป็นอาจิณ

หรือตั้งเป้าว่า

ฉันต้องมีเพื่อนชายให้ได้

ทั้งที่รู้แน่แก่ใจว่า

จะก่อให้เกิดความทุกข์แก่ตนและผู้อื่น

อย่างนี้ก็ควรพิจารณา



สิ่งใดเป็นตัวการนำพาให้คนคนหนึ่งเสาะแสวงในสิ่งไม่สมควร

ก็ต้องตอบว่า

เป็นเพราะความพึงพอใจ

การได้มีเพื่อนชาย  ได้คุยกันอย่างนั้นอย่างนี้

อยากจะพูดจะคุย  อยากจะเล่าเรื่องนี้เรื่องนั้น

สรวลเสเฮฮา

อย่างนี้ก็เรียกว่า  เป็นความอยาก

และความอยากก็เรียกในภาษาธรรมะว่า

เป็น  ตัณหา

อย่างนี้เรียกว่า  กามตัณหา

คือเป็นความอยากในรูป  ในเสียง  ในกลิ่น  ในรส

บางครั้งถ้ามันมากเข้า

มันก็อาจจะอยากในสัมผัสไปเสียด้วย

ตัวกิเลสที่ก่อให้เกิดตัณหานี้

เราก็เรียกกันง่าย ๆ  ว่า  ราคะ

ราคะเป็นพวกเดียวกับ  โลภะ

คือเป็นจำพวก  เป็นไปเพื่อความพึงใจ

เพื่อความอยากได้ใคร่มี

แม้ความอยากอย่างนี้จะไม่ผิดศีล

เราก็เรียกว่า  เป็นราคะอยู่ดี

แต่เป็นลูกน้องราคะ

คือเป็นตัวเล็กตัวน้อย  ว่าง่าย ๆ

แต่พวกตัวเล็กตัวน้อยนี่

ถ้ามันมากเข้า

มันก็เป็นตัวใหญ่

พาให้เตลิดไปมากกว่านี้ได้เช่นกัน

เพราะกิเลสก็คือกิเลส

ไม่รู้จักสกัดกั้น

ไม่รู้จักควบคุม

มันก็ก่อทุกข์ให้ทั้งหมดทั้งสิ้น

เช่น  จากคุยกัน

ก็กลายเป็นไปไหนด้วยกัน

ไปเที่ยวด้วยกัน

จากไปหลาย ๆ  คน

ก็จะไปกันสองคน

ต่อไปก็จะจับมือถือแขน

แล้วก็เลยเถิดขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ

ถ้าไม่รู้จักขจัดเจ้าตัวนี้ที่ต้นทาง



ในอริยสัจ  ๔  พระพุทธเจ้าก็สอนเอาไว้แน่นหนามั่นคงว่า

ตัณหา  ทำให้เกิด  ทุกข์

ทุกข์ขั้นแรก

พอไม่ได้คุย  ไม่ได้พูด  ไม่ได้คบหากัน

ก็โหยหา

พอโหยหา  ก็ว้าวุ่นใจ

ดิ้นรนหัวจิตหัวใจ  อันนี้แหละเป็นทุกข์

แต่คนเรามันไม่สังเกต

ไม่ใส่ใจ

ไม่ดูใจของตัวเอง

แทนที่จะดูว่า

ทำไมเมื่อไม่ได้คุยกับเขาแล้ว

มันไม่มีความสุข

ทำไมมันถึงเป็นทุกข์

ทำไมมันต้องหลบ ๆ  ซ่อน ๆ

มันตะขิดตะขวงใจ

มันกระสันอยาก

อยากจะคุย

พอถูกห้ามไม่ให้คุย  แล้วมันหงุดหงิด

ที่มันเป็นเช่นนี้

ก็เพราะกามตัณหา  นี่เอง

คือความอยากในกาม

(กาม  ในภาษาธรรมก็อย่างที่ว่าไปแล้ว  คือ  กามคุณทั้งห้า  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  สัมผัส)

เพราะได้คุยแล้วมันพึงใจนี่

มันเป็นสุข


ทีนี้พอคุยปุ๊บ  สามีรู้เรื่อง

ก็ทะเลาะ

พอทะเลาะก็เป็นทุกข์อีก

ทุกข์ซ้ำทุกข์ซ้อน


พระพุทธเจ้าก็ว่า

เป็นทุกข์ก็ให้ดับเหตุแห่งทุกข์

เอาง่าย ๆ  ก็คือ

ดับความกระสันอยากที่จะพูดจะคุยนั้นเสีย

แต่บางคนแทนที่มันจะหาทางดับทุกข์

โดยดับความอยากของตัวเอง

ก็ยิ่งหาทางไปพูดไปคุยกับผู้ชาย

ดิ้นรนไป  แถเถือกไป

อ้างนั่นอ้างนี่ไป

เพียงเพื่อจะได้ไปทำอย่างที่ตัวเองอยาก

เพราะคิดว่า

ถ้าได้ไปทำอย่างนั้นแล้ว

จะหมดทุกข์

ทั้งที่ความจริง  มันเพิ่มทุกข์สุมหัวตัวเองแท้ ๆ

เป็นไฟเผาไหม้เผาลนตัวเองแท้ ๆ

มันไม่รู้เรื่อง

ไม่คิดไม่ฟัง

บื้อบอดใบ้

ถืออัตตาตัวตนเป็นใหญ่

ใครห้ามก็ไม่ฟัง

สามีห้ามก็ไม่ฟัง

มันดันทุรัง

หาเหตุหาผลจะทำเสียให้ได้

อ้างสารพัดสารเพ  มันไม่ได้ผิดอะไรนี่  อย่างนี้อย่างนั้น

ตัวเองควบคุมได้  อย่างนั้นอย่างนี้

ทั้งที่ไม่ได้ดูว่า

นั่นแหละ

กำลังถูกกิเลส  คือความอยาก  เล่นงานเอา


ธรรมะของพระพุทธเจ้า

ท่านตรัสเอาไว้

โอปนยิโก  น้อมมาใส่ตน

นี่ศึกษาธรรมะ

อ่านหนังสือธรรมะ

ฟังธรรมะ

ปฏิบัติธรรมะ

ไม่เอามาใส่ตน

ลูบ ๆ  คลำ ๆ

ไม่พิจารณาใจตน

ไม่แก้ไขใจตน

ไม่รู้จักวิธีดับทุกข์ที่แท้

แส่หาแต่กิเลสตัวมารมาเผาผลาญจิต

อ่านให้ตาย  ฟังให้ตาย  ทำให้ตาย  ก็ไม่ได้รู้รสพระธรรม

เพราะแก่นศาสนาไม่สนใจ

อริยสัจไม่สนใจ

เวลาเกิดทุกข์ขึ้นมาไม่พิจารณาดูทุกข์

ไม่หาวิธีดับทุกข์ที่ถูกวิธี

ไม่ดูว่า  พระพุทธเจ้าสอนอะไร

อะไรเป็นแก่น  อะไรเป็นเปลือก  อะไรเป็นกิ่งก้านใบ

เลือกเอาใบเอาเปลือกไปเคี้ยวหยับ ๆ  แล้วว่าตัวเองควบคุมได้   ๆ

ถ้าควบคุมได้มันจะทุกข์หรือเปล่า

มันจะเป็นไฟไหม้หัวจิตหัวใจหรือเปล่า

นี่

มันก็ทุกข์เผาตัวเองวันยังค่ำ

อย่างนี้เรียกว่า

ธรรมเมา

เวลาอ่านธรรมะ

ก็เอาแต่จะอ่านเอาสุข

อ่านเอาสบายใจ

แท้แล้ว

นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับไปกินยาพิษเคลือบน้ำตาล

อ่านธรรมะ

ศึกษาธรรมะ

มันต้องน้อมเข้ามาใส่ตน

เอาเข้ามาพิจารณาตน

มันต้องแก้ทุกข์ที่ต้นเหตุได้

เรียกว่า

ทำให้ทุกข์ดับไปได้

ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอีก

อย่างนี้จึงจะเรียกว่า

ปฏิบัติธรรมได้ถูกต้องแท้จริง


คนที่ไม่ใส่ใจ  ไม่ศึกษาอริยสัจ

อันเป็นหัวใจศาสนา

ซึ่งเป็นธรรมะแก้ทุกข์ที่แท้จริง

ไม่นำหลักนั้นมาใช้กับหัวจิตหัวใจของตน

มีชีวิตอยู่

ก็เหมือนตายแล้ว

อยู่ภพภูมิมนุษย์

ก็เหมือนอยู่อเวจีมหานรก

ถูกไฟเผาไหม้ตลอดเวลาอยู่นั่นแล


คนเรามีหลายประเภท

บอกได้ก็มี

บอกไม่ได้ก็มี

บอกยากปากเปียกปากแฉะกว่าจะได้ก็มี

เปรียบเหมือนม้า

พระพุทธเจ้าท่านว่า

ม้าที่มันพยศมาก

ฝึกไม่ได้

ท่านก็ฆ่าทิ้งเสีย

คือไม่สอน

เกิดเป็นคนอย่าบอกยากสอนยากนักเลย


ธรรมาทิตย์
๒  ธันวาคม  ๒๕๕๕



ไม่มีความคิดเห็น: