ซื้อ E-BOOK

Thumbnail Seller Link
การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง
ธัชชัย ธัญญาวัลย
www.mebmarket.com
คุณจะสำรวจลึกลงไปในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวหนังสือ ผ่านถ้อยคำ ที่กรองประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ “การสำเร็จความโง่ด้วยตนเอง” กวีนิพนธ์เชิ...
Get it now

พระเทวทัตจองเวรพระพุทธเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่


เรื่องนี้เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว

ความจริงข้าพเจ้าก็สงสัยมานานมากแล้วว่า

พระเทวทัตนั้น

จองเวรพระพุทธเจ้ามาแต่ครั้งไหน

จนกระทั่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

ได้สดับตรับฟังชาดก

ว่าด้วย

การจองเวรของพระเทวทัต

ก็เลยนำมาเล่าไว้เสียหน่อยในคราวนี้

เรื่องนี้มีอยู่ในรูปชาดก

ชื่อว่า


เสรีววาณิชชาดก


ก็ครั้งนั้น

สมเด็จพระศาสดาประทับ  ณ  เชตวันมหาวิหาร  นครสาวัตถี

มีภิกษุรูปหนึ่งเกิดความท้อแท้ในการปฏิบัติธรรม

ภิกษุทั้งหลายเห็นก็ปรารถนาจะช่วยเหลือ

กราบบังคมทูลรายงานพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ก็ทรงโปรด

"ดูก่อนภิกษุ  เธอบวชในศาสนาอันมีแก่นสาร  ให้มรรคผลเห็นปานนี้

จะมาละความเพียรเสีย  เห็นต้องเศร้าโศกตลอดกาล  เหมือนพ่อค้าเมืองเสรีวะ

ที่พลาดถาดทองคำอันมีค่านั่นเลยทีเดียว"

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลอาราธนา  พระพุทธองค์จึงทรงแสดงชาดก  ดังนี้


ในอดีตมีพ่อค้าสองคน  อยู่เสรีวรัฐ  ข้ามแม่น้ำไปขายของมือง  อริฏฐะปุระเนืองๆ

ก็กาลครั้งนั้นมียายหลายตกยากคู่หนึ่ง

บางแห่งก็ว่า  เป็นเศรษฐีเก่า  บางแห่งก็ว่า  มาอาศัยอยู่หลังบ้านของเศรษฐี

ฝ่ายที่บอกว่ามาอยู่หลังบ้านเศรษฐีก็บอกว่า

เศรษฐีนี้มีลูกคนหนึ่ง  เมื่อเศรษฐีตาย  ก็ทิ้งมรดกไว้ให้

ลูกชายไม่เอาอ่าว  ก็เลยขายสมบัติกินจนสิ้น  แล้วก็อดตายด้วยความหิวโหยยากจน

อย่างไรก็แล้วแต่

เอาเป็นว่า  สองยายหลานนี้อาศัยอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน

ครั้งหนึ่ง  พ่อค้าคนแรก  ก็เอาของมาขาย

หลานสาวซึ่งเป็นวัยรุ่น  ก็อยากได้เครื่องประดับ

บอกยายว่า

"ยายจ๋า  ฉันอยากได้เครื่องประดับ"

ยายก็ว่า

"จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเขาล่ะอีหนูเอ๊ย  เรามันคนจน  ตัดใจเสียเถอะ  สมบัติอันใดพอจะแลกเขาก็ไม่มี"

"เรามีถาดเก่าแก่อยู่ใบหนึ่งนี่จ๊ะยาย  เอาไปแลกเขาคงจะได้บ้าง"

ยายทนรบเร้าไม่ไหวก็เลยเอาถาดออกมาให้พ่อค้าดู

พ่อค้าเห็นถาดหนัก ๆ  ก็คิดว่า  ชะรอยต้องเป็นถาดทองคำแน่แท้

จึงแอบเอาเข็มกรีดถ้นถาดนั้นดู  แน่ใจว่าเป็นทองจริง  แล้วก็ทำมารยาว่า

"เอ๊อะ  อียายแก่งี่เง่า  นี่เอาถาดอะไรมาแลกของ  ไม่ได้หรอก  ถาดโกโรโกโสนี่หาค่าไม่ได้เลยแม้สักครึ่งมาสก"

พลางโยนถาดลงพื้น  และคิดในใจว่าเดี๋ยวแกล้งทำเป็นเดินจากไปก่อน

แล้วจากนั้นก็ค่อยทำใจอ่อน  เอาเครื่องประดับสักเล็กน้อยมาแลกให้พวกนี้มัน

มันจะได้ไม่สงสัยว่า  ถาดอันนี้เป็นของมีค่า  เพราะถ้าให้แลกเลย  เดี๋ยวมันอาจจะถามนู่นนี่นั่น

จนเราต้องบอกความจริง

คิดดังนั้นแล้วก็สำทับอีกว่า

"ถาดนี่มันเป็นของไร้ค่า"

แล้วก็เดินจากไป


ครานั้นเอง

พ่อค้าอีกคนก็เดินทางมาถึง  และร้องประกาศขายของ

หลานสาวก็รบเร้ายายอีก

ยายก็ว่า

"โอ๊ย  หลายเอ๊ย  เมื่อกี้นี้ก็เอาไปแลกแล้ว  เขาบอกว่ามันไม่มีค่า  ซ้ำเขายังด่ายายกลับมาอีก

มันคงแลกไม่ได้หรอก"

ฝ่ายหลานไม่ยอม  บอกว่า

"อีกครั้งหนึ่งเถอะยาย  คราวนี้เป็นคนละคนกัน  อีกอย่าง  พ่อค้าคนนี้แลดูใจดี

เขาอาจจะให้แลกก็ได้"

ทนหลานรบเร้าไม่ไหว  ก็จำใจต้องแบกถาดออกไปอีกคราหนึ่ง

พ่อค้าพอได้เห็นถาดแล้ว  คำนวณน้ำหนักดู  พลางพลิกก้นถาด

เห็นเป็นทองคำสุกปลั่ง  ที่พ่อค้าคนแรกกรีดไว้

ก็แน่ใจว่า  ถาดทองแน่แท้

และด้วยความเป็นคนซื่อสัตย์  จึงบอกกับยายว่า

"ยายเอ๊ย  ถาดนี่น่ะ  เป็นถาดทองคำ  มันราคาเหลือประมาณ

สินค้าเราทั้งลำเรือก็ยังไม่พอค่าถาดนี้เลย"

ยายก็ว่า

"พ่อค้าคนแรกเขาว่า  ถาดนี้ราคาไม่ได้แม้ครึ่งมาสก"  (ประมาณสลึงเดียว)

"ท่านแน่ใจหรือว่าเป็นทองคำจริง ๆ"

"แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งล่ะยายเอ๊ย"

ยายเห็นดังนั้นก็ตะลึง  ไม่รู้จะทำอย่างไร  ก็เลยพูดว่า

"นี่แน่ะท่าน  ถาดสับปะรังเคใบนี้  มันก็แค่ถาดเก่า ๆ  คร่ำชรา  แต่บัดนี้มันเป็นทองคำขึ้นมา

ก็คงเป็นเพราะบุญของท่านแท้แล้ว  เราจะยกถาดใบนี้ให้ท่าน

ท่านจะให้อะไรแก่เราและหลานก็ได้  สุดแท้แต่ท่านเถิด"

พ่อค้าจึงยกสินค้าทั้งหมดให้ยายพร้อมทั้งเงินที่มีติดตัวอีก  ๕๐๐  กหาปณะ

ขอไว้เพียงตาชั่งและเงิน  ๘  กหาปณะ  เท่านั้น

เสร็จแล้วก่็ไปที่ท่าเรือ  เร่งนายเรือให้รีบออก  คนเรือก็ยึกยักอยู่

จึงเอาเงิน  ๘  กหาปณะนั้นฟาดหัว  (  555  อันนี้ข้าพเจ้าเติมแต่งเอง

จริงแล้ว  เอามาเป็นค่าเรือปกติ  )


ทีนี้มาถึงตาพ่อค้าคนแรก

ไปแล้วก็ร้อนใจ  กระวนกระวาย  รีบกลับมา  ทำทีว่าจะแลกเครื่องประดับสักชิ้นหนึ่ง

พอรู้ว่า  พ่อค้าคนที่สองเอาไปแล้ว

ก็โมโหโกรธาอย่างยิ่ง  รีบวิ่งแจ้นไปที่ท่าเรือ

เห็นเรือกำลังออก  ก็ร้องบอกให้เขาหยุดเรือไว้ก่อนอย่าเพิ่งไป

พ่อค้าคนที่สองก็บอกว่า  ไม่ต้องหยุด  รีบ ๆ  ไปเสียเร็วไว

เรือก็ห่างฝั่งออก ๆ


พ่อค้าคนแรกแค้นสุดขีด

เอามือกวาดทรายขึ้นมากอบหนึ่ง

แล้วก็โปรยลงพร้อมผูกเวรไว้ว่า

จะเกิดภพใดชาติใดแม้จำนวนเท่าเม็ดทรายนี้

ก็จะขอจองเวรล้างผลาญเจ้าทุกชาติไป

และด้วยความแค้นล้นปรี่นั้นจึงหัวใจแตกสลาย  ขาดใจตายบนผืนทรายอย่างโดดเดี่ยว

ตายแล้วก็ไปเกิดในนรกนานแสนนาน

ส่วนพ่อค้าคนแรกก็เอาถาดทองไปขาย  ได้เงินมามากมาย  เอามาทำการค้าต่อ

ร่ำรวยเป็นเศรษฐี  และได้ทำบุญทำทาานจนตลอดชีวิต


จบเรื่อง  พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า

"ดูก่อนภิกษุ  ท่านได้เข้ามาศึกษาพระสัทธรรมในศาสนานี้  แล้วละความเพียร

ท่านจะบรรลุที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างไรเล่า  ก็เหมือนกับพ่อค้าคนแรกที่พลาดถาดทองนั้นแล"

แล้วก็ทรงประชุมชาดกว่า

พ่อค้าคนแรก  ได้มาเป็น  พระเทวทัต

ส่วนพ่อค้าคนที่สอง  ก็เป็น  พระตถาคตเจ้า  นั่นเอง


อันนี้เป็นปฐมเหตุแห่งการจองเวรกัน

ทีนี้ถ้าใครอ่านชาดกมาก ๆ

ก็จะเห็นว่า

แต่ละชาติ ๆ  นั้น

มีการเกิดร่วมกันเป็นจำนวนมาก

และก็ต้องทำร้ายกันอย่างนี้ทุกครั้ง

หรือหากไม่ทำร้าย

ก็ดื้อไม่เชื่อฟัง

และหลายชาติ  พระเทวทัตก็เกิดเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าก็มี

หากมีเวลา

ก็อาจจะได้เล่าต่อไป

ครานี้ขอเอวังไว้แต่เท่านี้ก่อน


ธัชชัย  ธัญญาวัลย
๓๐  มีนาคม  ๒๕๕๖

ไม่มีความคิดเห็น: